|
|
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2547 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
เรื่อง อนุมัติแผนการจัดซื้อเครื่องบินจำนวน 14 ลำ
ครม.วานนี้ ให้ความเห็นชอบแผนการจัดซื้อเครื่องบิน 14 ลำ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในระยะ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2548-2553) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อขออนุมัติให้ THAI จัดซื้อเครื่องบินพิสัยไกล จำนวน 14 ลำ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวมีมูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการบินไทยจะใช้เงินเงินกู้เป็นสัดส่วนร้อยละ 85 โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 15 เป็นการใช้รายได้ของการบินไทย สำหรับแผนการรับเครื่องบินนั้น ในปีงบประมาณ 2549-2550 รับ 4 ลำ เป็นโบอิ้ง 777-200 ER ทั้ง 4 ลำ ปีงบประมาณ 2550-2551 จำนวน 3 ลำ เป็นโบอิ้ง 777-200 ER 2 ลำ และแอร์บัส 340-500 จำนวน 1 ลำ ปีงบประมาณ 2551-2552 จำนวน 5 ลำ เป็นแอร์บัส 380 จำนวน 4 ลำ แอร์บัส 340-600 อีก 1 ลำ และปีงบประมาณ 2552-2553 รับแอร์บัส 380 อีก 2 ลำ ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้อนุมัติแผนจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าว และระบุว่า การบินไทย จะซื้อเครื่องบินใหม่ทั้ง 14 ลำ โดยเครื่องบินใหม่จะนำไปขยายเส้นทางไปสู่นิวยอร์ก เบอร์ลิน ไคร์สเชิร์ช แมนเชสเตอร์ มอสโก โยฮันเนสเบอร์ก เสิ่นเจิ้น และฮิโรชิมา เพื่อสร้างเครือข่ายการบินใหม่ให้กับการบินไทยไปยังจุดต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเพิ่มปริมาณผู้โดยสารในจุดเชื่อมโยงในภูมิภาค เช่น จีน และอินเดีย เพื่อสนับสนุนแผนการให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติ และสามารถแข่งขันกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลนส์ได้
|
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2547 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
เรื่อง ขยายเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สาม จากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่อง ในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้ขยายระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองชดใช้ความ
เสียหายต่อบุคคลที่สามอันเกิดจากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกเป็นจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปของ Government Indemnity แก่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ออกไปอีกเป็นเวลา 6 เดือน และให้บริษัท การบินไทยฯ ไปหาบริษัทประกัน และแจ้งผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรี ทราบภายใน 4 เดือน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
กระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 บริษัทการบินไทยฯ
ได้ติดตามความเป็นไปและการตอบสนองของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่จะจัดซื้อ
ประกันภัยคุ้มครองจากตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ในเงื่อนไขที่บริษัทการบินไทยฯ จะได้รับประโยชน์สูงสุดและในราคาที่สมเหตุผล เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระของรัฐบาลในการให้ความคุ้มครองในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการติดตามสถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินล่าสุดพบว่า ตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อสายการบิน เนื่องจากกระแสข่าวการปฏิบัติการของกระบวนการก่อการร้ายทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของการใช้ระเบิดพลีชีพ และการปฏิบัติการเพื่อมุ่งทำลายผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการเข้ายึดครองประเทศอิรัก โดยยังมีความพยายามที่จะใช้เครื่องบิน เป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลให้สายการบินและท่าอากาศยานทั่วโลก ต้องเพิ่มมาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัย และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และบริษัทการบินไทยฯ ได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ ที่จะหาแหล่งรับประกันภัยรายใหม่ เพื่อลดภาระของรัฐบาลแล้ว แต่สถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบินในขณะนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และหากบริษัทการบินไทยฯ ต้องไปซื้อประกันภัยก็อาจถูกยกเลิกความคุ้มครองได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทการบินไทยฯ ต้องสูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ และในที่สุดต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเช่นเดิม จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว |
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
1. เรื่องการอนุมัติการออกหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ครม.ยังได้อนุมัติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้เป็นสกุลเงินบาทในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อายุ 5 และ 7 ปี เพื่อนำเงินมาชำระหนี้เดิม หรือรีไฟแนนซ์ หนี้เงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดภาระหนี้ของการบินไทยได้หลายร้อยล้านบาท และในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ การบินไทยจะมีการกำหนดสัดส่วนว่าจะออกหุ้นกู้อายุเท่าใดอีกครั้งหนึ่งประมาณเดือนตุลาคม และการดำเนินการออกหุ้นกู้การบินไทยได้รับอนุมัติจากที่ประชุม วิสามัญของผู้ถือหุ้นแล้ว โดยได้อนุมัติให้การบินไทยสามารถออกหุ้นกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท และจะเป็นการขายให้กับนักลงทุนสถาบัน โดยมี บลจ.กสิกรเป็นอันเดอร์ไรเตอร์
2. เรื่อง อนุมัติขยายเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สาม จากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขยายระยะเวลาการให้ความคุ้มครองชดใช้ความเสียหายต่อบุคคลที่สามจากภัยสงคราม และภัยที่เกี่ยวเนื่องในส่วนที่เกินจากวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกเป็นจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรูปของ Government Indemnity แก่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมลงนามในหนังสือยืนยัน การชดใช้ความเสียหายที่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บกท. ได้ติดตามความเป็นไปของตลาดประกันภัยเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่จะจัดซื้อประกันภัยความคุ้มครอง จากตลาดรับประกันภัยเครื่องบินในเงื่อนไขที่ บกท. จะได้รับประโยชน์สูงสุด และในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ของตลาดรับประกันภัยเครื่องบิน ปัจจุบันพบว่า การซื้อความคุ้มครองภัยดังกล่าวจากตลาดรับประกันภัยเครื่องบินอาจมีความไม่แน่นอน เนื่องจากผู้รับประกันภัยยังมีความวิตกกังวล เกี่ยวกับสถานการณ์การก่อการร้ายที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงดังเช่นที่ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวเตือนธุรกิจสายการบินทั่วโลกอย่างจริงจัง ถึงภัยจากการก่อการร้ายของกลุ่มอัลเคด้า ที่มีแผนการที่จะปฏิบัติการครั้งใหม่ ทั้งในและนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจการบิน และผู้รับประกันภัยเครื่องบินถึงขั้นที่ต้องยกเลิกความคุ้มครอง หรือประกาศใช้เงื่อนไขที่เป็นผลให้สายการบิน ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงจนไม่สามารถรับภาระได้ และในที่สุดแล้ว บกท. ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อความคุ้มครองโดยเปล่าประโยชน์ และต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเช่นเดิม
บกท. คาดว่า ในช่วงระยะเวลา 6 - 7 เดือนข้างหน้า ตลาดรับประกันภัยเครื่องบินจะมีความมั่นใจมากขึ้น และมีจำนวนผู้รับประกันภัยรายใหม่ ที่จะรับประกันภัยดัวกล่าวเพิ่มมากขึ้น หรืออาจมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับปัญหาความคุ้มครองชดใช้ในส่วนวงเงินที่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมแก่ บกท. ในการหาทางแก้ไขปัญหาในกรณีนี้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2546
คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2546 ตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบแผนการจำหน่ายหุ้นตามที่คณะกรรมการระดมทุนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) เสนอ โดยให้มีการหารือกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด
2. เห็นชอบให้ภาครัฐคงสัดส่วนการถือหุ้นใน บกท. เกินกว่าร้อยละ 50
3. เห็นชอบให้ บกท. ได้รับการผ่อนคลาย คำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ทั้งนี้ ยังคงต้องปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
3.1 การก่อหนี้ต่างประเทศ ตามระเบียบการก่อหนี้ของประเทศ พ.ศ. 2528
3.2 การเสนองบลงทุน ตามระเบียบว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2522 คณะกรรมการระดมทุนของ บกท. ได้พิจารณาดำเนินการตามแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 และมีความเห็น ดังนี้
1. ความต้องการใช้เงินของ บกท. จากการวิเคราะห์แผนธุรกิจของ บกท. ในช่วงปีงบประมาณ
2545/46 - 2548/49 บกท. มีความต้องการเงินทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอกประมาณ 53,318 ล้านบาท โดย บกท. คาดว่าจะได้รับกระแสเงินสด จากการดำเนินงานรวมประมาณ 90,558 ล้านบาท และมีแผนที่จะใช้งบประมาณการลงทุน ในโครงการลงทุนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์บนเครื่องบิน และเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวนประมาณ 85,288 ล้านบาท และชำระเงินต้นหนี้สินจำนวน 61,021 ล้านบาท และต้องสำรองกระแสเงินสดเพื่อจ่ายเงินปันผลจำนวน 8,684 ล้านบาท บกท. คาดว่าจะระดมทุนทั้งหมด 53,318 ล้านบาท โดยเป็นการจัดหาเงินกู้ประมาณ 37,574 ล้านบาท และเป็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 15,744 ล้านบาท หลังจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแล้ว จะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 2.2 เท่าในปี 2546/47 ลดลงจาก 4.2 เท่าในปี 2545/46 และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าเช่าเครื่องบิน (EBITDA) อยู่ที่ 2.6 เท่าในปี 2546/47 ลดลงจาก 4.0 เท่า ในปี 2545/46
2. เห็นควรคงจำนวนหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. จำนวน 300 ล้านหุ้น โดย
- เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 285 ล้านหุ้น ให้แก่นักลงทุนทั่วไป
- เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 15 ล้านหุ้น ให้แก่พนักงานของ บกท.
3. กำหนดจำนวนหุ้นเดิมที่กระทรวงการคลังจะนำมาเสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปจำนวนไม่เกิน 100 ล้านหุ้น ในกรณีที่ตลาดทุนไม่สามารถรองรับการเสนอขายหุ้นได้ทั้งจำนวน ให้พิจารณาให้ความสำคัญแก่การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของ บกท. ก่อนเป็นอันดับแรก
4. หุ้นที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการจัดสรรส่วนเกิน หรือ Over - Allotment Shares หรือ Greenshoe Option Program จำนวนร้อยละ 15 ของหุ้น บกท. ที่เสนอขาย (ประมาณ 60 ล้านหุ้น) ขอจัดสรรจากหุ้นเดิมของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ หากมีการจำหน่ายหุ้นส่วนเกินตามจำนวนที่จัดสรรทั้งหมด 60 ล้านหุ้น จะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐใน บกท. ลดลงเหลือร้อยละ 67.1 ซึ่งต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจำหน่ายหุ้นและซื้อหุ้นของส่วนราชการ พ.ศ. 2535 ข้อ 10
5. เห็นควรมอบหมายให้คณะกรรมการระดมทุนฯ เป็นผู้พิจารณาหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- จำนวนหุ้น บกท. ที่จะเสนอขายทั้งหมด
- การจัดสรรหุ้น บกท. ให้แก่นักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
- ช่วงราคา และ/หรือราคาหุ้น บกท. ที่จะเสนอขายต่อนักลงทุน
- พิจารณารายละเอียด เงื่อนไข และข้อตกลงในสัญญาการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายหุ้นบกท. และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้พิจารณารายละเอียดในสัญญา หรือข้อตกลงในกรณีการเสนอขายหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นแนวทาง
- รายละเอียดในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้น บกท. เพื่อให้การเสนอขายหุ้นของ บกท. ประสบความสำเร็จ ภายในระยะเวลาที่กำหนด |
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
1. เรื่อง กระทรวงการคลังให้นำหุ้น ปตท.-การบินไทย จำนำออมสินเพื่อซื้อหุ้นทหารไทย
ครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังจำหน่ายหุ้นในบริษัท ปตท. หรือ การบินไทย ที่ถืออยู่บางส่วนให้แก่ธนาคารออมสิน เพื่อนำเงินค่าหุ้นที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคาร ทหารไทย 3,192 ล้านหุ้น หรือวงเงินประมาณ 11,172 ล้านบาท ซึ่งธนาคารทหารไทยจะเพิ่มทุนใหม่ 22,117 ล้านบาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 3.50 บาท ซึ่งการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของกระทรวงการคลังครั้งนี้ จะยังคงให้กระทรวงการคลังรักษาสัดส่วนหุ้นในทหารไทยไว้ที่ 49.84% เหมือนเดิม โดยกระทรวงการคลัง ต้องทำการจองหุ้นและชำระเงินภายในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ การขายหุ้นให้กับธนาคารออมสิน จะเป็นลักษณะการขายฝากโดยมีเงื่อนไขรับซื้อคืนได้ใน 3 ปี นับตั้งแต่วันลงนามสัญญ าซื้อขาย โดยธนาคารออมสินจะได้รับผลตอบแทนให้อัตรา 2.91% ต่อปี แบ่งออกเป็นผลตอบแทนจากต้นทุนเงินฝาก 12 เดือนของธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ย 1.25% ส่วนที่เหลืออีก 1.66% เป็นค่าบริหารจัดการที่ธนาคารออมสิน จะได้รับจากกระทรวงการคลังในการดูแลรักษาหุ้นของ ปตท. และการบินไทย นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้กองทุน ที่กระทรวงการคลังคัดสรรไว้ จำนวน 5-6 กองทุนเข้ามารับซื้อหุ้นเพิ่มทุน ธนาคารทหารไทยในราคา 3.50 บาทต่อหุ้น ในกรณีที่ผู้ถือรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 30% แสดงความจำนงในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสิทธิไม่หมด ในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 8 หุ้นใหม่ แต่ในกรณีที่นักลงทุนรายย่อยได้แสดงความสนใจซื้อหุ้นหมด และยังแสดงความจำนงซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก คลังก็พร้อมที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคาร ทหารไทยลง โดยแผนการเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ |
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
เรื่อง โครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 ตามที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เสนอ เนื่องจากโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่จะพัฒนาคุณภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม และกระทรวงการคลังได้เห็นชอบด้วยกับโครงการดังกล่าว
2. เห็นชอบให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ ดังนี้
2.1 ยกเลิกการจัดหาเครื่องบินพิสัยกลาง จำนวน 1 ลำ ตามโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2543/44 - 2547/48 ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543
2.2 ดำเนินงานตามแผนการเงินและแผนเงินกู้ ตามที่บริษัทฯ เสนอมา กระทรวงคมนาคมรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เสนอโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ 2545/46 - 2549/50 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1. เป้าหมาย
1.1 ใช้งบประมาณลงทุนไม่เกินกว่า 99,084 ล้านบาท ตามแผนวิสาหกิจปี 2545/46 - 2549/50 ฉบับเดิม
1.2 มีการขยายตัวของปริมาณการผลิตในเส้นทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.8 ต่อปี และปริมาณจราจรมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.9 ต่อปี
1.3 เพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการบิน การซ่อมบำรุง การบริการภาคพื้น และการจัดตารางการบิน โดยให้มีการใช้งานเครื่องบินโดยเฉลี่ยเป็น 10.80 ชั่วโมงต่อวัน และรักษาความตรงต่อเวลาของเที่ยวบินให้สูงกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรมการบิน
2. แผนการลงทุน
2.1 แผนการลงทุนรวมสำหรับ 5 ปี ตามโครงการจัดหาเครื่องบินฯ เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 120,228 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนการลงทุนจัดซื้อเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ ปี 2545/46 - 2549/50 เป็นจำนวน 17 ลำ วงเงินรวมทั้งสิ้น 70,778 ล้านบาท ประกอบด้วย
1) เครื่องบินพิสัยไกล แบบ B747-400 จำนวน 2 ลำ วงเงินรวม 12,454 ล้านบาท ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ซึ่งได้สั่งซื้อแล้ว และยังมีเครื่องบินพิสัยกลางอีกจำนวน 1 ลำ สำหรับเส้นทางภูมิภาคตามโครงการเดียวกันที่ บกท. ยังไม่ได้จัดหา ซึ่งไม่มีความต้องการเพิ่มตามโครงการฯ ใหม่ จึงขอยกเลิกการจัดหาเครื่องบินพิสัยกลาง จำนวน 1 ลำ
2) เครื่องบินที่จะจัดหาแบบพิสัยไกลเพิ่มตามแผนวิสาหกิจปี 2545/46 - 2549/50 จำนวน 15 ลำ วงเงินรวม 58,324 ล้านบาท ประกอบด้วย
(1) เครื่องบินแบบพิสัยไกลขนาดใหญ่ แบบ B747-400 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จำนวน 7 ลำ เป็นเงิน 14,026 ล้านบาท
(2) เครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ A340-600 จำนวน 5 ลำ เป็นเงิน 28,601 ล้านบาท
(3) เครื่องบินพิสัยไกลพิเศษขนาดกลาง แบบ A340-500 จำนวน 3 ลำ เป็นเงิน 15,697 ล้านบาท
2.2 การลงทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบินให้ทันสมัย วงเงิน 7,654 ล้านบาท
ประกอบด้วย 1) Aircraft Product Development 7,530 ล้านบาท 2) Aircraft Modification 124 ล้านบาท
2.3 การลงทุนจัดหาอะไหล่เครื่องบินและเครื่องยนต์ (Spare parts, Spare engine) วงเงิน 18,866 ล้านบาท ประกอบด้วย
1) เครื่องบินในฝูงบินเดิม : Spare parts 12,105 ล้านบาท Spare engine 90 ล้านบาท
2) เครื่องบินใหม่ในฝูงบิน : Spare parts 2,490 ล้านบาท Spare engine 4,181 ล้านบาท
2.4 แผนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ ระยะเวลา 5 ปี วงเงิน 22,930 ล้านบาท ประกอบด้วย
ประมาณการลงทุนเบื้องต้นในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 13,736 ล้านบาท และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน ไม่รวมการลงทุนในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 9,194 ล้านบาท
3. ผลการดำเนินงาน ในระยะ 5 ปี จะมีผลการดำเนินงานรวม 105,752 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 21,150
ล้านบาท หรือ 12.5% ของรายได้ และจะมีกำไรสุทธิ (หลังหักภาษี) รวม 5 ปี จำนวน 78,826 ล้านบาท อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 8.9% กำไรสุทธิต่อหุ้นเฉลี่ย 5 ปี 9.61 บาท/หุ้น
4. แหล่งเงินทุน
4.1 การลงทุนจัดซื้อเครื่องบินใหม่ จะใช้เงินลงทุนจากแหล่งเงินกู้ประมาณ 85% ของราคาเครื่องบินสุทธิ โดยมีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ย 7.5% จ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการกู้ 12 ปี
4.2 การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกจากเครื่องบิน จะใช้เงินทุนจากผลกำไรการดำเนินงานและเงินเพิ่มทุน (300 ล้านหุ้นในปี 2546/47)
5. ผลตอบแทนของโครงการ
5.1 เงินลงทุนสุทธิ 72,154 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 20 ปี
5.2 อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ร้อยละ 17.88 ต่อปี
6. ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ
การดำเนินงานตามโครงการจัดหาเครื่องบินฯ ตั้งแต่ 2545/46 - 2549/50 ของบริษัทฯ จะมี
สินทรัพย์รวมเป็น 233,243 ล้านบาท ในปีสุดท้ายของโครงการฯ สถานะการเงินระยะสั้น และสภาพคล่องของบริษัทฯ อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 39,660 ล้านบาท เป็น 100,140 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 152.50 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) เท่ากับ 0.93 เท่า ในปีสุดท้ายของโครงการฯ |
 |
 |
 |
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2546 ที่ประชุม ครม. ได้ พิจารณามติที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ดังนี้
1. เรื่อง อนุมัติยกเว้นไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี มาใช้บังคับในการดำเนินการ จัดหาพัสดุในโครงการลงทุน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมขอยกเว้นให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องนำคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดหาพัสดุที่ใช้บังคับกับรัฐวิ$ | | | | |