การเตรียมตัวสําหรับการเดินทางทางอากาศ

ผู้โดยสารที่มีปัญหาสุขภาพควรพบแพทย์ก่อนการเดินทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และควรพกยาประจำตัวไว้ในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารที่ใช้แขนขาเทียม ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือจำเป็นต้องนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ขึ้นเครื่อง จะต้องพกใบรับรองแพทย์ติดตัวไว้ด้วย

ผู้โดยสารผู้ทุพพลภาพที่ต้องได้รับความช่วยเหลือระหว่างอยู่บนเครื่องควรต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย และควรแจ้งให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องทราบล่วงหน้า

ผู้โดยสารพิการที่ต้องได้รับความช่วยเหลือระหว่างอยู่บนเครื่องควรต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย และควรแจ้งให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องทราบล่วงหน้า

ควรเตรียมยาที่ใช้ประจำให้ครบเพียงพอในการเดินทาง และถือขึ้นเครื่อง มีรายละเอียดและวิธีใช้ของยาแต่ละตัวแยกไว้ เพื่อเก็บไว้สำรองใช้กรณียาที่มีอยู่หายและไม่ควรเดินมากๆ ขณะอยู่ในเครื่องบิน ผู้ป่วยที่ยังไม่สมควรเดินทางโดยเครื่องบินมีดังนี้

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ยังควบคุมไม่ได้
  2. ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายเรื้อรัง ต้องมีอาการปกติ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติโดยไม่เจ็บหน้าอก ไม่หอบเหนื่อย หรือไม่มีหัวใจเต้นผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วควรรออย่างน้อย 4-6สัปดาห์ แต่ถ้าจำเป็นก็สามารถเดินทางหลังจากมีอาการ 2-3 สัปดาห์ได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และต้องแจ้งสายการบินเพื่อขอออกซิเจนในกรณีที่จำเป็น
  3. ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ไม่ควรเดินทางภายใน 2 สัปดาห์ภายหลังผ่าตัดเพื่อรอให้อากาศที่อยู่ในช่องหน้าอกขณะผ่าตัดถูกดูดซึมหมดก่อน
  4. โรคหัวใจล้มเหลว
  5. โรคความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่อยู่ (ความดันตัวบนเกิน 160 mmHg) ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สามารถเดินทางได้ถ้าได้รับการรักษาก่อน และควรเตรียมยาให้เหมาะสมกับการเดินทาง และเวลาที่เปลี่ยนไป
  6. โรคหัวใจเต้นผิดปกติที่ยังรักษาไม่ได้ ไม่ได้ยาละลายลิ่มเลือด หรืออยู่ระหว่างคอยการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  7. โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ และมีอาการเหนื่อยหอบ
  8. ผู้ที่ไปดำน้ำลึก หรือเกิดอาการป่วยจากความกดดันที่ลดลง (decompression sickness) ต้องคอยอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังหยุดดำน้ำหรือหลังหายจากอาการก่อนเดินทางโดยเครื่องบิน
  9. โรคปอดรั่วที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วแต่อาการยังไม่คงที่ และอาจเกิดการรั่วระหว่างอยู่บนเครื่อง
  10. อาการน้ำท่วมในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ได้รับการรักษา
  11. ผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ายังมีอาการรุนแรง อาการยังไม่คงที่ หรือเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไม่สมควรเดินทาง แต่ในรายที่มีอาการน้อยควรจะต้องมียาติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วยโดยเฉพาะยาชนิดพ่นขยายหลอดลม
  12. ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สามารถเดินทางได้ถ้าไม่มีอาการหอบเหนื่อย หายใจตื้น เวลาเดินหรือเวลาขึ้นบันได แต่การเดินทางโดยเครื่องบินจะมีปัญหาออกซิเจนไม่เพียงพอเมื่ออยู่บนเครื่อง ควรเช็คค่าความกดดันของออกซิเจนในปอดก่อนทำการบิน เพื่อขอออกซิเจนเพิ่มระหว่างเดินทาง
  13. ภาวะการหายใจล้มเหลว
  14. อาการเหนื่อย หอบขณะที่ไม่ได้ออกกำลัง หรือมีปัญหาโรคปอดเรื้อรังและรุนแรง
  15. โรคปอดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือที่อาการยังไม่คงที่สำหรับการเดินทาง
  16. ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้ไม่สามารถหายใจเองได้ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  17. โรคปอดบวมที่ยังอยู่ในระยะแพร่เชื้อ
  18. โรควัณโรคปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ได้รับการรักษาไม่ถึง 15 วัน

ข้อควรระวังเป็นพิเศษสําหรับผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดหลอดลมเนื่องจากความชื้นในห้องโดยสารต่ำ

  1. ผู้ป่วยโรคลมชักที่อาการยังควบคุมไม่ได้ หรือผู้ป่วยหลังการผ่าตัดสมองไม่ถึง 2 อาทิตย์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนยังไม่ควรเดินทาง ในกรณีที่เดินทางได้แพทย์ผู้รักษาอาจต้องเพิ่มขนาดของยากันชักให้สูงกว่าปกติเพื่อการป้องกัน เนื่องจากบนเครื่องออกซิเจนจะเบาบางกว่าทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจน รวมทั้งอาการอ่อนเพลียจากการเดินทาง มีความวิตกกังวล หรือการเปลี่ยนเวลาจะทำให้อาเกิดการชักได้ง่ายขึ้น
  2. โรคหลอดเลือดสมองที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีปัญหาเนื่องจากเซลล์สมองได้รับออกซิเจนน้อยอยู่แล้ว และเมื่อโดยสารบนเครื่องภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจะเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดอันตรายได้ ผู้ป่วยควรให้อาการทางสมองหายเป็นปกติ หรือมีอาการคงที่อย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนการเดินทาง รวมทั้งให้แพทย์ผู้รักษาพิจารณาขอออกซิเจนเพิ่มบนเครื่อง
  3. ผู้ป่วยอุบัติเหตุและสมองกระทบกระเทือนไม่ถึง 15 วัน
  4. ภาวะคั่งน้ำในสมองที่ไม่ได้รับการรักษา หรือหลังการเจาะน้ำไขสันหลังไม่ถึง 1 อาทิตย์เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วของน้ำไขสันหลัง
  5. หลังการฉีดสีตรวจเส้นเลือดในสมองไม่ถึง 3 วัน
  6. โรคทางจิตเวช ถ้าอาการยังไม่สงบไม่สามารถเดินทางได้ กรณีที่มีการรักษาและมีอาการปกติดีแล้วต้องมีแพทย์ พยาบาลหรือญาติที่สามารถควบคุมผู้ป่วยได้เดินทางด้วยและต้องได้รับคำรับรองจากจิตแพทย์ผู้รักษาว่ามีอาการสงบ และปลอดภัยสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน บางครั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและของผู้โดยสารอื่นแพทย์อาจจำเป็นต้องให้ยาระงับประสาทหรือยานอนหลับก่อนการเดินทาง

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในเครื่องบินคือการขยายตัวของก๊าซในทางเดินอาหาร
  1. ผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดช่องท้อง การขยายตัวของก๊าซในทางเดินอาหารอาจทำให้เกิดการแตกของแผลผ่าตัด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนควรเดินทางหลังการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อให้ก๊าซในช่องท้องถูกดูดซึม
  2. ผู้ป่วยที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาเปิดที่หน้าท้อง (colostomy) ควรเตรียมนำถุง colostomy เพิ่มกว่าปริมาณที่ใช้ปกติสำหรับเปลี่ยนในระหว่างการเดินทาง
  3. โรคลำไส้อุดตัน ทางเดินอาหารทะลุ หรือมีเลือดออกรวมทั้งเส้นเลือดโป่งพองที่หลอดอาหารแตก
  4. อาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง
  5. ผู้ป่วยที่เสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหารต้องให้เลือดหยุดสนิทก่อนและมีระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบินมากกว่า 10 กรัม/เดซิลิตรก่อนการเดินทาง
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางเดินอาหารไม่ถึง 7 วัน
  7. ผู้ที่ได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง

โรคนี้เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่นั่งชั้นประหยัดเนื่องจากที่นั่งคับแคบ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวระหว่างเดินทาง ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากขาสู่หัวใจไม่ดี เกิดอาการเท้าและขาบวม จนถึงอาการเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน วิธีป้องกัน คือควรสวมรองเท้าที่สบาย ไม่คับ หรือถอดรองเท้าระหว่างอยู่บนเครื่อง ขยับข้อเท้าและขาหรือลุกเดิน เพื่อให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น อย่านอนในท่าที่ส่วนขาของร่างกายถูกกด และไม่ควรใช้ยานอนหลับเพราะจะทำให้หลับลึกและไม่รู้สึกเวลาขาถูกทับนาน ๆ ขณะอยู่บนเครื่องควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือกาแฟในกรณีที่ใช้เวลาเดินทางนานเพราะทำให้ปัสสาวะบ่อย เส้นเลือดขยายตัวอันเป็นสาเหตุส่งเสริมให้เกิดเส้นเลือดที่ขาอุดตัน สำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดดำอุตัน หรือมีลิ่มเลือดที่ปอดต้องมีการให้ยาป้องกันก่อนการเดินทาง

  1. ผู้ป่วยโรคตาบางชนิด เช่น จอประสาทตาร่อนน้อยกว่า 3 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ต้อหินกำเริบหรือได้รับการผ่าตัดไม่ถึง 1 เดือน โรคกระจกตาอักเสบที่แผลยังไม่หายสนิท
  2. โรคไซนัสหรือโรคหูอักเสบเฉียบพลัน
  3. ผู้ที่ได้รับได้รับการผ่าตัดหูไม่ถึง 3 เดือน
  4. โรคเลือดจางที่มีค่าของความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่า 10 กรัม/เดซิลิตร ไม่ควรเดินทางถ้าที่มี เนื่องจากปริมาณออกซิเจนจะไม่เพียงพอสำหรับร่างกาย
  5. โรคที่ต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องห้ามในการขึ้นเครื่อง
  6. โรคติดเชื้อที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ (โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคคางทูม โรคไอกรน โรคงูสวัด)
  7. โรคเอดส์ที่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง
  8. โรคเบาหวานที่ยังคุมน้ำตาลไม่ได้ยังไม่ควรเดินทางกรณีที่คุมน้ำตาลได้ควรติดต่อสายการบินเพื่อให้จัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรนำยาติดตัวขึ้นเครื่องบินด้วยถ้ามีการใช้ยาฉีดพร้อมอุปกรณ์ต้องมีใบรับรองแพทย์แนบ การเดินทางทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเวลาควรต้องรักษาเวลาในการรับประทานอาหาร และยาโดยใช้เวลาของสถานีต้นทางแล้วค่อยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเวลาใหม่ของปลายทาง
  9. ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ยังต้องรอดูอาการแทรกซ้อน หรือกำลังอยู่ระหว่างการรักษา
  10. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดข่อไม่ถึง 7 วัน
  11. ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการใส่เฝือก ควรผ่าเฝือกก่อนการเดินทาง
  12. ผู้ป่วยที่มีแผลขนาดใหญ่ หรือแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกที่อาการยังไม่ดี
  13. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่อาจมีอาการทรุดลงระหว่างเดินทาง

เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารของการบินไทยมีจำนวนมาก ดังนั้น การบินไทยจึงไม่สามารถรับรองได้ว่าท่านผู้โดยสารที่มีอาการแพ้ถั่วลิสงจะอยู่ในบริเวณที่ปราศจากการสัมผัสกับถั่วลิสง ทั้งในเลาน์จ และบนเครื่องบิน หากการบินไทยได้รับแจ้งล่วงหน้า บริษัทฯจะสามารถจัดอาหารพิเศษให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างถูกต้อง และผู้โดยสารจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้ปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตาม การบินไทยขอแนะนำให้ผู้โดยสารนำเอกสารการใช้ยา และสายข้อมือจากโรงพยาบาลที่ระบุอาการแพ้ถั่วลิสงติดตัวไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้ทันเวลา

ข้อห้ามและข้อจำกัด

ทารกอายุต่ำกว่า 14 วัน

ไม่อนุญาตให้เดินทางโดยอากาศยาน

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศภายในห้องโดยสาร อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองของทารกแรกเกิดได้

หมายเหตุ: ทารกคลอดก่อนกำหนดจะต้องยื่นแบบฟอร์มข้อมูลทางการแพทย์ (MEDIF) และได้รับการอนุมัติก่อนการเดินทาง

สตรีมีครรภ์สามารถเดินทางทางอากาศได้ หากเป็นการตั้งครรภ์ปกติและไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระดับออกซิเจนในห้องโดยสารต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

อายุครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ที่ระบุ:

  • วันครบกำหนดคลอด
  • ยืนยันว่ามีความพร้อมและสามารถเดินทางโดยอากาศยานได้อย่างปลอดภัย

เงื่อนไขใบรับรองแพทย์

  • ต้องออกไม่เกิน 7 วันก่อนวันเดินทาง
  • กรณีมีเที่ยวบินต่อ จะนับจากวันเดินทางของเที่ยวบินแรก
  • ใบรับรองแพทย์มีอายุ 7 วันนับจากวันที่ออก
  • หากวันเดินทางขากลับเกินอายุใบรับรอง ต้องจัดเตรียมใบรับรองแพทย์ฉบับใหม่ มิฉะนั้นอาจถูกปฏิเสธการเดินทาง

อายุครรภ์ไม่เกิน 34 สัปดาห์

สตรีมีครรภ์เดี่ยวและไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถเดินทางในเที่ยวบินที่มีระยะเวลาบิน มากกว่า 4 ชั่วโมง ได้ โดยต้องแสดงใบรับรองแพทย์ตามเงื่อนไขข้างต้น

อายุครรภ์ไม่เกิน 36 สัปดาห์

สตรีมีครรภ์เดี่ยวและไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถเดินทางในเที่ยวบินที่มีระยะเวลาบิน ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ได้ โดยต้องแสดงใบรับรองแพทย์ตามเงื่อนไขข้างต้น

อายุครรภ์มากกว่า 36 สัปดาห์

ไม่อนุญาตให้เดินทางโดยอากาศยาน

การตั้งครรภ์แฝดหรือมีภาวะแทรกซ้อน

เช่น

  • ภาวะรกเกาะต่ำ
  • มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์

ไม่แนะนำให้เดินทางไกลทางอากาศ เว้นแต่จะยื่นแบบฟอร์ม MEDIF และได้รับอนุมัติจากสายการบินก่อนการเดินทาง

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารที่มีอาการป่วยหรือมีภาวะทางการแพทย์

ผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล มีอาการทางการแพทย์ที่คงที่ หรือมีความเสี่ยงที่อาการอาจทรุดลงระหว่างการเดินทาง จะต้องยื่น แบบฟอร์มข้อมูลทางการแพทย์  
(MEDIF: Medical Information Form) ให้สายการบินพิจารณาก่อนทำการสำรองที่นั่ง

โดยแบบฟอร์มดังกล่าวควรระบุข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ปริมาณออกซิเจนที่จำเป็นต้องใช้บนเที่ยวบิน (หากมี)
  • ความจำเป็นในการใช้เปลนอน (Stretcher) 
  • ความต้องการหรือข้อกำหนดทางการแพทย์พิเศษอื่น ๆ

สายการบินอาจปฏิเสธการรับขนส่ง หรือเลื่อนการเดินทางออกไป หากพิจารณาแล้วเห็นว่าสภาวะทางการแพทย์ของผู้โดยสารไม่ปลอดภัยต่อการเดินทางทางอากาศ

นอกจากนี้ สายการบินอาจกำหนดมาตรการหรือการจัดการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินทาง เช่น

  • การจัดที่นั่งพิเศษ 
  • การจัดเตรียมออกซิเจนเสริม
  • การเดินทางพร้อมแพทย์ และ/หรือ พยาบาลผู้ดูแล

ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะพิจารณาตามสภาวะทางการแพทย์ของผู้โดยสาร และความปลอดภัยโดยรวมของการเดินทางเป็นสำคัญ.