ข้อมูลการเดินทาง

สัมภาระที่ไม่มีค่าใช้จ่าย

สัมภาระที่ไม่มีค่าใช้จ่าย


ผู้โดยสารสามารถนำพาสัมภาระต่อไปนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อจำกัดของการบินไทย

เกณฑ์พิจารณาตามน้ำหนักของสัมภาระใช้กับการเดินทางในลักษณะต่อไปนี้
- การเดินทางภายในประเทศไทยตลอดเส้นทาง
- การเดินทางภายในทีซี 3 (เอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และการเดินทางระหว่างทีซี 2 (ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง) และทีซี 3 (เอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)
เกณฑ์พิจารณาตามจำนวนชิ้นของสัมภาระใช้กับการเดินทางในลักษณะต่อไปนี้
- การเดินทางไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หากท่านเดินทางด้วยเที่ยวบินของการบินไทยตลอดทั้งการเดินทาง สิทธิ์น้ำหนักสัมภาระของท่านจะเป็นดังนี้

น้ำหนักสัมภาระอนุญาตสำหรับช่วงของการเดินทางในประเทศเท่านั้น

ประเภท

น้ำหนักสัมภาระทุกชิ้นรวมกันสูงสุด

ชั้นธุรกิจ (Royal Silk Class)

40 กิโลกรัม (88 ปอนด์)

ชั้นประหยัดพิเศษ
(Premium Economy Class)

30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

ชั้นประหยัด (Economy Class)

30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)
*ยกเว้น
RBD L/ V/ W: 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์)

ทารกอายุไม่เกิน 2 ปี (ไม่มีที่นั่ง)

10 กิโลกรัม (22 ปอนด์)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัลออร์คิด
และสตาร์อัลลายแอนซ์โกลด์

20 กิโลกรัม (44 ปอนด์)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัลออร์คิดแพลตินัม
(เฉพาะเที่ยวบินที่ดำเนินการโดยการบินไทยเท่านั้น)

30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัลออร์คิดซิลเวอร์
(เฉพาะเที่ยวบินที่ดำเนินการโดยการบินไทยเท่านั้น)

10 กิโลกรัม (22 ปอนด์)

หมายเหตุ

หากการเดินทางของท่านใช้สายการบินมากกว่าหนึ่งสายการบิน โปรดตรวจสอบกฎเรื่องสัมภาระของแต่ละสายการบินให้เรียบร้อย ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบรหัสร่วม (Code Share) นั้นกฎเรื่องสัมภาระจะใช้ของสายการบินซึ่งเป็นผู้บินจริง นั่นหมายความว่าในบางกรณีกฎเรื่อง สัมภาระที่ใช้ในการเดินทางของท่านอาจเป็นกฎของสายการบินซึ่งเป็นคู่สัญญากับการบินไทย ท่านสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร/สำรองที่นั่ง

สัมภาระที่ไม่มีค่าใช้จ่าย


นโยบายสัมภาระภายใต้เกณฑ์พิจารณาตามน้ำหนัก ใช้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ยกเว้น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ประเภท

น้ำหนักสัมภาระทุกชิ้นรวมกันสูงสุด

ชั้นหนึ่ง (Royal First Class)

50 กิโลกรัม (110 ปอนด์)

ชั้นธุรกิจ (Royal Silk Class)

40 กิโลกรัม (88 ปอนด์)

ชั้นประหยัดพิเศษ
(Premium Economy Class)

40 กิโลกรัม (88 ปอนด์)

ชั้นประหยัด (Economy Class)

30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)
*ยกเว้น
RBD L: 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์)
RBD V/ W: 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์)
สำหรับการออกบัตรโดยสารตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 9 สิงหาคม 2562
RBD V/ W: 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์) สำหรับการออกบัตรโดยสารตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป

ทารกอายุไม่เกิน 2 ปี (ไม่มีที่นั่ง)

10 กิโลกรัม (22 ปอนด์)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัล ออร์คิด พลัส
และ สตาร์อัลลายแอนซ์โกลด์

20 กิโลกรัม (44 ปอนด์)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัล ออร์คิด แพลตินัม
(เฉพาะเที่ยวบินที่ดำเนินการโดยการบินไทยเท่านั้น)

30 กิโลกรัม (66 pounds)

น้ำหนักเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรรอยัล ออร์คิด ซิลเวอร์
(เฉพาะเที่ยวบินที่ดำเนินการโดยการบินไทยเท่านั้น)

10 กิโลกรัม (22 pounds)

หมายเหตุ

1. เมื่อผู้โดยสารถูกเปลี่ยนชั้นที่นั่งให้ต่ำลงโดยไม่ตั้งใจ ให้พิจารณาค่าสัมภาระตามเกณฑ์ของชั้นที่นั่ง ระดับสูงได้ แม้จะมีการคืนค่าความต่างของราคาโดยสารให้ก็ตาม
2. ข้อยกเว้นจากน้ำหนักสัมภาระเพิ่ม สามารถปรับใช้ได้กับผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางภายใต้เงื่อนไขของ การบินไทยและภาครัฐบาล
ข้อยกเว้นดังกล่าวจะปรับใช้ได้ โดยยึดเงื่อนไขตามประเภทของบัตรโดยสารเท่านั้น ตามข้อกำหนดหรือข้อตกลง ของรัฐบาล ประเภทชั้นโดยสารบางประเภท อาจได้รับการละเว้นค่าสัมภาระ โดยแยกการพิจารณาจาก ระบบทั่วไป การปรับการละเว้นค่าสัมภาระดังกล่าว จะมีการแจ้งไว้ในบัตรโดยสาร
3. เงื่อนไขในหมายเหตุข้อที่ 2 ใช้สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทยเท่านั้น สำหรับพื้นที่/ ประเทศอื่นๆ ให้พิจารณาตามเกณฑ์ของสายการบินประจำชาตินั้นๆ
4. ในกรณีเดินทางตามชั้นที่นั่งโดยสารแบบคละประเภท ซึ่งผู้โดยสารเดินทางโดย F-class ส่วนหนึ่ง และ C-, U-, หรือ Y-class อีกส่วนหนึ่ง การไม่เสียค่าสัมภาระนั้นควรยึดตามเกณฑ์ของค่าบัตรโดยสารที่จ่ายมาจริง
ในกรณีที่ผู้โดยสารที่จ่ายเงินเพื่อ F-class แต่อาจได้นั่งชั้น C-, U- หรือ Y-class เกณฑ์พิจารณาค่าสัมภาระ ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์สำหรับที่นั่งแบบ F-class.
5. รถเข็นชนิดพับได้สามารถเก็บไว้ที่เก็บของเหนือศีรษะได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

หมายเหตุสำคัญ

• หากการเดินทางของท่านใช้สายการบินมากกว่าหนึ่งสายการบิน โปรดตรวจสอบกฎเรื่องสัมภาระของแต่ละ สายการบินให้เรียบร้อย ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบเที่ยวบินรหัสร่วม (Code Share)นั้น กฎเรื่องสัมภาระจะใช้ ของสายการบิน ซึ่งเป็นผู้บินจริง นั่นหมายความว่า ในบางกรณีกฎเรื่องสัมภาระที่ใช้ในการเดินทางของท่านอาจ ป็นกฎ ของสายการบินซึ่งเป็นคู่สัญญากับการบินไทย ท่านสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้จาก ตัวแทนการท่องเที่ยว หรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร/สำรองที่นั่ง

นโยบายสัมภาระ พิจารณาตามเกณฑ์จำนวน ใช้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ และ ไปยัง/มาจาก สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

เส้นทาง

ประเภท

น้ำหนักสัมภาระสูงสุดต่อชิ้น

จำนวนสัมภาระ

ผลรวมของขนาดสัมภาระ (กว้าง + ยาว + สูง)  

เข้า/ออกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ชั้นหนึ่ง (Royal First Class)

32 กิโลกรัม (70 ปอนด์)

2

ไม่เกิน 158 ซม. (62 นิ้ว)

ชั้นธุรกิจ(Royal Silk Class)

32 กิโลกรัม (70 ปอนด์)

2

ไม่เกิน 158 ซม. (62 นิ้ว)

ชั้นประหยัด(Economy Class)

23 กิโลกรัม (50 ปอนด์)

2

ไม่เกิน 158 ซม. (62 นิ้ว)

ทารกอายุไม่เกิน 2 ปี (ไม่มีที่นั่ง)

23 กิโลกรัม (50 ปอนด์)

1

ไม่เกิน 115 ซม. (45 นิ้ว)

เกณฑ์น้ำหนักสัมภาระทั่วไป


- ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ได้รับสิทธิ์สัมภาระฟรีสองชิ้น โดยน้ำหนักของ แต่ละชิ้นจะต้องไม่เกิน 32 กิโลกรัม (70 ปอนด์) และผลรวมของขนาดสัมภาระ (ความยาว + ความกว้าง + ความสูง) จะต้องไม่เกิน158 เซนติเมตร (62 นิ้ว)
- ผู้โดยสารประเภทชั้นประหยัด ได้รับสิทธิ์สัมภาระฟรีสองชิ้น โดยน้ำหนักของแต่ละชิ้นจะต้องไม่เกิน 23 กิโลกรัม (50 ปอนด์) และผลรวมของขนาดสัมภาระ (ความยาว + ความกว้าง + ความสูง) จะต้องไม่เกิน158 เซนติเมตร (62 นิ้ว)
- สมาชิกบัตรรอยัลออร์คิดพลัส (อาร์โอพี) โกลด์และสมาชิกบัตรรอยัลออร์คิดแพลตินัมจะได้รับสิทธิพิเศษสัมภาระเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น จากสิทธิ์สัมภาระทั่วไปของชั้นโดยสาร ทุกประเภท สิทธิพิเศษดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ร่วมกับสถานะสะสมไมล์การบิน สำหรับบัตรโดยสารชนิดออนไลน์ ทั้งหมด หรือบัตรโดยสารแบบเปลี่ยนสายการบิน ร่วมกับสายการบินอื่นที่ยอมรับเงื่อนไขการใช้สิทธิประโยชน์ ได้เท่านั้น
- อัตราค่าบริการสัมภาระพิเศษ สามารถนำมาใช้พิจารณาขนาดและน้ำหนักที่เกินจากที่กำหนดตามปกติได้ โปรดติดต่อสำนักงานการบินไทยในพื้นที่ ส่วนการพิจารณาค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน สามารถดูได้จาก “ค่าบริการสัมภาระและค่าบริการทางเลือกของบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน สำหรับการเดินทางไปยัง /ออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา”

หมายเหตุสำคัญ

หากการเดินทางของท่านใช้สายการบินมากกว่าหนึ่งสายการบิน โปรดตรวจสอบกฎเรื่องสัมภาระของแต่ละ สายการบินให้เรียบร้อย ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบรหัสร่วม (Code Share) ซึ่งรวมการสะสมไมล์ในอาณาเขตประเทศ สหรัฐอเมริกา/สหราชอาณาจักรนั้น สายการบินที่ทำหน้าที่การตลาด จะเป็นผู้กำหนดกฎสัมภาระ ในบางกรณี กฎเรื่องสัมภาระที่ใช้ในการเดินทางของท่าน อาจเป็นกฎของสายการบินซึ่งเป็นคู่สัญญากับการบินไทย โดยท่านสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้จาก ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร/สำรองที่นั่ง

สัมภาระถือขึ้นเครื่อง

สัมภาระถือขึ้นเครื่อง

นอกเหนือจากสัมภาระที่ผู้โดยสารสามารถฝากเข้าใต้เครื่องแล้ว ผู้โดยสารแต่ละท่านสามารถถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้หนึ่งชิ้น ความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร (22 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร (18 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ซึ่งขนาดนี้รวมล้อ มือจับและกระเป๋าด้านข้างแล้ว น้ำหนักสัมภาระถือขึ้นเครื่องจะต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม (15 ปอนด์) ทั้งนี้ผู้โดยสารจะต้องวางกระเป๋าไว้บนตู้เก็บเหนือศีรษะหรือใต้เบาะของตนเอง

 

ผู้โดยสารสามารถนำพาสิ่งของต่อไปนี้ขึ้นเครื่องได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

- กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าของสุภาพสตรี ความยาวไม่เกิน 37.5 เซนติเมตร (15 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ความหนาไม่เกิน 12.5 เซนติเมตร (5 นิ้ว) ซึ่งทั้งสามมิตินี้รวมกันจะต้องไม่เกิน 75 เซนติเมตร (30 นิ้ว) และน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม (3.3 ปอนด์)
- เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคและเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเข้าข่ายนี้ด้วยเช่นกัน
- ไม้เท้า (ไม้ค้ำยัน) ที่ใช้โดยผู้โดยสารที่มีอายุ ผู้โดยสารที่ป่วยและผู้โดยสารที่มีความทุพพลภาพ
- กล้องหรือกล้องส่องทางไกลเล็ก
- อาหารเด็กเล็ก


หมายเหตุ
เจ้าหน้าที่อาจทำการสุ่มตรวจด้วยเครื่องตรวจและ/หรือตาชั่งที่เคาน์เตอร์เช็คอิน และ/หรือที่ประตูขึ้นเครื่องเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับนี้

มาตรการจำกัดปริมาณของเหลว เจล และสเปรย์ ขึ้นเครื่องบิน

 - ของเหลว เจล และสเปรย์ทุกชนิด ต้องบรรจุในภาชนะที่มีขนาดความจุไม่เกิน 100 มิลลิลิตร สำหรับภาชนะที่เกิน 100 มิลลิลิตร แม้จะบรรจุของเหลว เจล และสเปรย์ เพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถ นำขึ้นเครื่องได้
- ภาชนะทั้งหมดต้องใส่รวมไว้ในถุงพลาสติกใสซึ่งเปิด-ปิดผนึกได้ โดยถุงพลาสติกใสต้องมีขนาดไม่เกิน 1 ลิตร
- ผู้โดยสารสามารถนำถุงพลาสติกใสขึ้นในห้องโดยสารได้เพียงคนละ 1 ถุง เท่านั้น และต้องแยกออกจากสัมภาระติดตัวอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเมื่อถึงจุดตรวจค้น
- ของเหลวที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ นม และ อาหารสำหรับเด็กทารกในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงยาที่มีเอกสารกำกับชัดเจน
- ของเหลว เจล และสเปรย์ ที่ซื้อจากร้านค้า ปลอดอากร (Duty free shops) ที่สนามบินหรือบนเครื่องบิน ต้องบรรจุในถุงพลาสติกใสปิดผนึกปากถุง ไม่มีร่องรอยการเปิดปากถุง และมีหลักฐานแสดงว่าได้ซื้อ ณ วันที่เดินทาง และควรตรวจสอบข้อมูลจากร้านค้าปลอดอากรก่อนซื้อสินค้า

 

สัมภาระที่ท่านผู้โดยสารนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน

สัมภาระที่ท่านผู้โดยสารนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินซึ่งมีน้ำหนักมากนั้น การนำขึ้นเก็บไว้ใน Overhead Locker อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อขณะยกหรือยามเกิดสภาวะอากาศแปรปรวน อาจตกหล่นลงใส่ตัวท่านเองหรือผู้โดยสารอื่นจนบาดเจ็บ อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สัมภาระที่มีขนาดใหญ่และวางบนทางเดินก็จะกีดขวางช่องทางหนีภัยอันจะทำให้เกิดอันตรายได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของท่านผู้โดยสารทุกๆท่าน การบินไทยจึงใคร่ขอความร่วมมือท่านผู้โดยสารโปรดนำสัมภาระที่มีน้ำหนักไม่เกิน7กิโลกรัมและมีขนาดโดยรวมไม่เกิน45นิ้ว หรือ115 เซนติเมตร ขี้นเครื่องและเก็บสัมภาระไว้ในช่องเหนือศรีษะ

ค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน

ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับช่วงของการเดินทางในประเทศเท่านั้น
สัมภาระน้ำหนักเกินทั้งหมดจะต้องถูกชั่งและเก็บค่าบริการก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นเครื่อง น้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเคบิน ระดับสถานะ สถานะทางการทหาร เอกสารเดินทางและวันที่ซื้อค่าบริการสัมภาระส่วนเกินจะเรียกเก็บดังต่อไปนี้โดยไม่คำนึงถึงชั้นเดินทางของบัตรโดยสาร

อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินนี้ใช้เฉพาะช่วงของการเดินทางในประเทศเท่านั้นภายใต้เกณฑ์พิจารณาตามน้ำหนักและเป็นอัตราตายตัวดังนี้

 

บาทต่อกิโลกรัม (ระหว่าง...และ...)กรุงเทพฯเชียงใหม่
เชียงใหม่ 60 -
เชียงราย 70 -
หาดใหญ่ 80 -
ขอนแก่น 55 -
กระบี่ 70 -
ภูเก็ต 70 125
สุราษฎร์ธานี 65 -
อุบลราชธานี 60 -
อุดรธานี 55 -

 

หมายเหตุ
1. “ตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับเที่ยวบินในประเทศ” ข้างต้นนี้ให้ใช้ได้กับการเดินทางในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง
2. อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินคิดตามน้ำหนักที่เกินเป็นกิโลกรัมและเป็นสกุลเงินบาท
3. ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินต่อกิโลกรัมสำหรับบริการในประเทศใดๆของการบินไทยคือ 1.5% ของค่าบัตรโดยสารชั้นประหยัดแบบบินตรงเที่ยวเดียวปกติสูงสุด
4. ไม่อนุญาตให้ใช้อัตราส่วนลดของเด็กและเด็กเล็กได้
5. อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศจะแสดงแยกไว้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
6.หากมีการฝากสัมภาระผ่านตั้งแต่เที่ยวบินในประเทศของการบินไทยต่อเนื่องไปยังช่วงของการเดินทางระหว่างประเทศกับการบินไทย การคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินจะแบ่งคิดตามโซน
7. ช่วงของการเดินทางในประเทศกับการบินไทยคือโซน 1 (โปรดดูนิยามโซนต่างๆในตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)
8. เงื่อนไขสำหรับข้อ 5 ในเรื่องการแปลงค่าเงิน ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินที่ประกาศเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นโดยใช้อัตราขายของธนาคารในวันที่มีการคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังกล่าว

 

ค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน (ภายในทีซี 3 และ ระหว่างทีซี 2 และทีซี 3)  
สัมภาระน้ำหนักเกินทั้งหมดจะต้องถูกชั่งและเก็บค่าบริการก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นเครื่อง น้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเคบิน ระดับสถานะ สถานะทางการทหาร เอกสารเดินทางและวันที่ซื้อ ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินจะเรียกเก็บดังต่อไปนี้โดยไม่คำนึงถึงคลาสของตั๋ว


สำหรับอัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน ก่อน/ ถึง 31 สิงหาคม 2561

อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินนี้ใช้เฉพาะช่วงของการเดินทางภายในทีซี 3 และ ระหว่างทีซี 2 และทีซี 3 ภายใต้เกณฑ์พิจารณาตามน้ำหนักและเป็นอัตราตามโซนดังนี้

ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมไปยัง โซน1ไปยัง โซน2ไปยัง โซน3ไปยัง โซน4
ไปยัง โซน5ไปยัง โซน6
ออกจากโซน1 12 15 40 45 70 -
ออกจากโซน2 15 40 45 55 70 -
ออกจากโซน3 40 45 55 60 70 -
ออกจากโซน4 45 55 60 70 70 -
ออกจากโซน5 70 70 70 70 70 -
ออกจากโซน6 - - - - - -

หมายเหตุ
1. “ตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับเที่ยวบินภายในทีซี 3 และ ระหว่างทีซี 2 และทีซี 3” ข้างต้นนี้ให้ใช้ได้กับการเดินทางในวันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง
2. อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินคิดตามน้ำหนักที่เกินเป็นกิโลกรัมสำหรับโซน 1-5
3. ไม่อนุญาตให้ใช้อัตราส่วนลดของเด็กและเด็กเล็กได้
4. อัตราค่าบริการสัมภาระส่วนเกินไปยัง/มาจากโซน 6 หรือสหรัฐอเมริกา/แคนาดาคำนวณตามเกณฑ์พิจารณาตามจำนวนชิ้น (ข้อมูลเพิ่มเติมในหน้า “ค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน (ไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกา/แคนาดา)
5. หากมีการฝากสัมภาระผ่านตั้งแต่เที่ยวบินในประเทศของการบินไทยต่อเนื่องไปยังช่วงของการเดินทางระหว่างประเทศกับการบินไทย การคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินจะแบ่งคิดตามโซน ช่วงของการเดินทางในประเทศกับการบินไทยคือโซน 1 (โปรดดูนิยามโซนต่างๆในตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)
6. การแปลงค่าเงิน – ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินที่ประกาศเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นโดยใช้อัตราขายของธนาคารในวันที่มีการคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังกล่าว
7. นิยามของโซนต่างๆ

 

โซน

นิยาม

โซน 1

บังคลาเทศ/ กัมพูชา/ จีน (คุนหมิง)/ ลาว/ มาเลเซีย/ พม่า/ สิงคโปร์/ ไทยและเที่ยวบินในประเทศไทยของการบินไทย/ เวียดนาม/ เส้นทางระหว่างฮ่องกง - จีน และ ไทเป/ เส้นทางระหว่าง ไทเป และ เกาหลีใต้/ เส้นทางระหว่างการาจี และ มัสกัต/ เส้นทางระหว่าง ภูเก็ต และ สิงคโปร์/ เส้นทางระหว่าง ภูเก็ต และ กัวลาลัมเปอร์

โซน 2

บรูไนดารุสซาลาม/ จีน (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กวางโจว เซี่ยเหมิน ฉงชิ่ง ฉางซา)/ฮ่องกง - จีน/ อินเดีย/ อินโดนีเซีย/ มาเก๊า/ เนปาล/ ฟิลิปปินส์/ ศรีลังกา/ ไต้หวัน - จีน/ เส้นทางระหว่าง ฮ่องกง และ เกาหลีใต้/ เส้นทางระหว่าง ภูเก็ต และ ฮ่องกง - จีน/ เส้นทางระหว่างภูเก็ตและปักกิ่ง

โซน 3

ออสเตรเลีย (เพิร์ท)/ บาห์เรน/ ญี่ปุ่น/ เกาหลี/ โอมาน/ ปากีสถาน/ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์/ อิหร่าน/ เส้นทางระหว่าง ภูเก็ตและเกาหลีใต้/ เส้นทางระหว่าง ภูเก็ตและเพิร์ท/ เส้นทางระหว่างภูเก็ตและไทเป

โซน 4

ออสเตรเลีย (ซิดนีย์ บริสเบน เมลเบิร์น)/อียิปต์/ อิสราเอล/ มาดากัสการ์/ ตุรกี/ รัสเซีย (มอสโก)

โซน 5

ออสเตรีย/ เบลเยียม/ เดนมาร์ค/ เชโกสโลวาเกีย/ ฟินแลนด์/  ฝรั่งเศส/ ฮังการี/ เยอรมัน/ อิตาลี/ เนเธอร์แลนด์/ นิวซีแลนด์/ นอร์เวย์/ โปแลนด์/ โปรตุเกส/ แอฟริกาใต้/ สเปน/ สวีเดน/ สวิตเซอร์แลนด์/ สหราชอาณาจักร/ เส้นทางระหว่าง สตอกโฮล์มและภูเก็ต/ เส้นทางระหว่าง โคเปนเฮเกน และ ภูเก็ต/ เส้นทางระหว่าง แฟรงก์เฟิร์ต และภูเก็ต

โซน 6

สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

 

หมายเหตุ
1. “ตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน (ไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกา/แคนาดา)” ข้างต้นนี้ให้ใช้ได้กับการเดินทางในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง
2. ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินที่ประกาศเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นโดยใช้อัตราขายของธนาคารในวันที่มีการคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังกล่าว
3. หากมีการฝากสัมภาระผ่านตั้งแต่เที่ยวบินในประเทศของการบินไทยต่อเนื่องไปยังช่วงของการเดินทางระหว่างประเทศกับการบินไทย การคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินจะแบ่งคิดตามโซน ช่วงของการเดินทางในประเทศกับการบินไทยคือโซน 1 (โปรดดูนิยามโซนต่างๆในตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)
4. ไม่อนุญาตให้ใช้อัตราส่วนลดของเด็กและเด็กเล็กได้
5. ตารางค่าบริการสัมภาระส่วนเกินข้างต้นให้ใช้กับเที่ยวบินของการบินไทยเท่านั้น
6. ผู้โดยสารจะต้องเสียค่าบริการสำหรับสัมภาระในส่วนที่เกินกว่าที่อนุญาตไม่ว่าจะซื้อและใช้ตั๋วคลาสใดก็ตาม

7. ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินให้ใช้กับสัมภาระต่อไปนี้
ก. สัมภาระที่เกินจำนวนชิ้นที่อนุญาต: สัมภาระแต่ละชิ้นที่เกินกว่าที่อนุญาต 2 ชิ้น
ข. สัมภาระขนาดเกิน: สัมภาระแต่ละชิ้นที่มีมิติเกิน 62 นิ้ว (158 เซนติเมตร) แต่ไม่เกิน 80 นิ้ว (203 เซนติเมตร)
8. ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสองเท่าให้ใช้กับสัมภาระต่อไปนี้
ก. สัมภาระที่ขนาดเกินและเกินจำนวนชิ้นที่อนุญาต: สัมภาระแต่ละชิ้นที่เกินกว่าที่อนุญาต 2 ชิ้นและมิติเกิน 62 นิ้ว (158 เซนติเมตร) แต่ไม่เกิน 80 นิ้ว (203 เซนติเมตร)
9. สัมภาระใดๆที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
ก. มิติรวมเกิน 80 นิ้ว (203 เซนติเมตร) และ/หรือ
ข. น้ำหนักเกิน 70 ปอนด์ (32 กิโลกรัม) จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
- สัมภาระดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นสัมภาระที่มากับผู้โดยสารเว้นเสียแต่ว่าจะมีการตกลงกับการบินไทยเป็นการล่วงหน้าและได้รับการยืนยันแล้วเสียก่อน
- สัมภาระดังกล่าวจะต้องถูกชั่งน้ำหนักและคิดค่าบริการสามเท่าสำหรับ 45 กิโลกรัมแรก เศษทุก 10 กิโลกรัมจากนั้นคิดหนึ่งเท่า

 

 

สัมภาระพิเศษ

ประเภทสัมภาระพิเศษเพื่อการคำนวณค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก (ภายในทีซี 3 และระหว่างทีซี 2 และทีซี 3) หรือตามเกณฑ์ชิ้น (ไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกา/แคนาดา)

ประเภท

การอนุญาต

ค่าบริการ

หมายเหตุ

จักรยาน

อนุญาต**

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

•  อนุญาตนำจักรยานรวมในสิทธิ์สัมภาระ 1 คัน/ท่าน
•  สำหรับจักรยานคันที่2 หรือคันอื่นๆ ต้องชำระค่าสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์ปกติ

โบว์ลิ่ง

อนุญาต

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น   

 

อุปกรณ์ตกปลา

อนุญาต

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

 

อุปกรณ์กอล์ฟ

อนุญาต

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

 

•  ผู้โดยสารหนึ่งท่านสามารถนำพาอุปกรณ์กอล์ฟได้หนึ่งชุดในสิทธิ์
•  สำหรับอุปกรณ์กอล์ฟชุดที่2ขึ้นไปต้องชำระค่าสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์ปกติ

อุปกรณ์สกีหิมะ / น้ำ

อนุญาต

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น   

 

เซิร์ฟบอร์ด / วินด์เซิร์ฟ

ไม่อนุญาต

หมายเหตุ โปรดดูข้อยกเว้นในหมายเหตุ

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

  

•  ในกรณีที่ผู้โดยสารเดินทางเข้าหรือออกจากประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้โดยสารสามารถนำเซิร์ฟบอร์ด หรือ/ วินด์เซิร์ฟ 1 ชิ้นรวมเข้าในสิทธิ์สัมภาระ 
• 
หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

ผู้โดยสารได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ในกรณีที่ผู้โดยสารมีการแวะพัก (Stopover) ที่กรุงเทพฯ

•  ในกรณีที่ผู้โดยสารเดินทางเข้าหรือออกจาก เดนปาซาร์  ซึ่งบัตรโดยสารจำหน่ายโดยสำนักงานการบินไทย จำกัด มหาชนประจำประเทศญี่ปุ่น ผู้โดยสารสามารถนำเซิร์ฟบอร์ด 1 ชิ้น รวมในสิทธิ์สัมภาระ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม (ผู้โดยสารได้รับสิทธิดังกล่าว ในกรณีที่ผู้โดยสารแวะพักที่กรุงเทพฯ)

ดำน้ำแบบสกูบา

อนุญาต

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

 

การขนส่งสัตว์เลี้ยง

ไม่อนุญาต   

ชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น nbsp;   

•  สามารถขนส่งได้เฉพาะ สุนัขและแมวเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฏระเบียบของแต่ละประเทศจุดหมายปลายทาง


•  เครื่องบินรุ่น แอร์บัส 320 ไม่สามารถขนส่งสัตว์เลี้ยงได้ เนื่องจากการออกแบบโครงสร้างเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ไม่เหมาะสมกับการขนส่งสัตว์ที่มีชีวิต

อาวุธปืนเพื่อการกีฬา

อนุญาต***

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

 

เครื่องดนตรี

อนุญาต
หมายเหตุ หากมีความยาวไม่เกิน 100 เซนติเมตร (39 นิ้ว)

หากเกินกว่าสิทธิ์จะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น

 

 

  • อัตราค่าสัมภาระน้ำหนักเกิน

              •    เกณฑ์พิจารณาตามน้ำหนัก: *โปรดดูค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน (ภายในทีซี 3 และ ระหว่างทีซี 2 และทีซี 3) 
              •    เกณฑ์พิจารณาตามจำนวนชิ้น: *โปรดดูค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน (ไปยัง/มาจาก สหรัฐอเมริกา/แคนาดา)
  • หมายเหตุ

              ** จักรยานที่สามารถรวมในสิทธิ์สัมภาระได้ จะต้องเป็นจักรยานที่มีเบาะนั่งไม่เกิน 1 เบาะ และ ต้องไม่เป็นระบบไฟฟ้า 
              *** อาวุธปืนทางการกีฬาจะต้องเป็นอาวุธที่พกพาเพื่อจุดประสงค์ทางการกีฬาเท่านั้น

*ค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน

 

ก: ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับเที่ยวบินที่ให้บริการโดยการบินไทยตลอดทั้งเส้นทาง

ข: ค่าบริการสัมภาระส่วนเกินสำหรับเที่ยวบินที่ให้บริการโดยการบินไทยต่อด้วยสายการบินอื่นๆ


อุปกรณ์กีฬาและ สัมภาระพิเศษอื่นๆ (ไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา)

สัมภาระฝากอื่นๆอาจมีค่าดำเนินการ เช่น สิ่งของต่อไปนี้ซึ่งมีค่าดำเนินการพิเศษขึ้นอยู่กับเอกสารการเดินทาง ค่าธรรมเนียมทุกรายการที่ปรากฏด้านล่างนี้เป็นค่าธรรมเนียมต่อชิ้นและคำนวณตามเกณฑ์น้ำหนัก/เกณฑ์จำนวนชิ้น กรุณาติดต่อสำนักงานสำรองที่นั่งใกล้ท่านเพื่อระบุรายละเอียดอุปกรณ์ทางการกีฬาหรือสัมภาระพิเศษลงในข้อมูลการจองบัตรโดยสารของท่านล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ก่อนเวลาเดินทาง


จักรยาน

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมจักรยาน1คัน ได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ให้คิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินปกติ คิดเป็นค่าธรรมเนียมหน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ



อุปกรณ์กอล์ฟ (ไม้กอล์ฟหนึ่งชุด)**

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมอุปกรณ์กอล์ฟหนึ่งชุดได้ 

**อุปกรณ์กอล์ฟหนึ่งชุดประกอบด้วยไม้กอล์ฟไม่เกิน 14 ไม้ ลูกกอล์ฟไม่เกิน 12 ลูกและรองเท้ากอล์ฟหนึ่งคู่ หากอุปกรณ์กอล์ฟใดๆที่เกินกว่าหนึ่งชุดนี้จะถูกคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินปกติ คิดเป็นค่าธรรมเนียม หน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ

อุปกรณ์สกีหิมะ/น้ำ 

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมอุปกรณ์สกีหิมะ/น้ำของท่านได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการ หน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ


เซิร์ฟบอร์ด (ไม่สามารถใช้สิทธิ์สัมภาระครอบคลุมได้) 

หากเกินกว่าสิทธิ์ให้คิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังต่อไปนี้:

กระดานที่มีความยาวไม่เกิน 2  เมตร คิดค่าสัมภาระส่วนเกินเป็น 150 ดอลลาร์สหรัฐ/ 1 หน่วย

กระดานที่มีความยาว มากกว่า 2 เมตรขึ้นไป คิดเป็นราคา 2 หน่วย คือ 300 ดอลลาร์สหรัฐ


อุปกรณ์วินด์เซิร์ฟ  (ไม่สามารถใช้สิทธิ์สัมภาระครอบคลุมได้)

หากเกินกว่าสิทธิ์ให้คิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังต่อไปนี้:

กระดานที่มีความยาวไม่เกิน 2  เมตร คิดค่าสัมภาระส่วนเกินเป็น 150 ดอลลาร์สหรัฐ/ 1 หน่วย

กระดานที่มีความยาว มากกว่า 2 เมตรขึ้นไป คิดเป็นราคา 2 หน่วย คือ 300 ดอลลาร์สหรัฐ


อุปกรณ์ดำน้ำแบบสกูบา (สามารถใช้สิทธิ์สัมภาระครอบคลุมได้)

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมอุปกรณ์ดำน้ำแบบสกูบาของท่านได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน หน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ



อาวุธปืนและเครื่องกระสุน (สามารถใช้สิทธิ์สัมภาระครอบคลุมได้)

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมอุปกรณ์ปืนและเครื่องกระสุนของท่านได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน หน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ


อาวุธปืนเพื่อการกีฬา

ท่านสามารถถือเป็นสัมภาระหนึ่งชิ้นได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน หน่วยละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ

เครื่องดนตรีแบบพกพาได้หนึ่งชิ้น (ความยาวไม่เกิน 39 นิ้ว / 100 เซนติเมตร)

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังต่อไปนี้:

เครื่องดนตรีแบบพกพา ความยาวไม่เกิน 39นิ้ว/ 100 เซ็นติเมตร คิดหน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ


สิ่งของและอุปกรณ์กีฬาอื่นๆ

ท่านสามารถใช้สิทธิ์สัมภาระของท่านครอบคลุมได้ หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกิน หน่วยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ


สัตว์เลี้ยงฝากใต้เครื่องเป็นสัมภาระ (ไม่ครอบคลุมในสิทธิ์สัมภาระ)

หากเกินกว่าสิทธิ์ จะคิดค่าบริการสัมภาระส่วนเกินดังต่อไปนี้:

น้ำหนักของสัตว์เลี้ยงรวมกรง

- ไม่เกิน 10 ก.ก. คิดเป็น 2 หน่วย (300 ดอลลาร์สหรัฐ)

- ไม่เกิน 20 ก.ก. คิดเป็น 3 หน่วย (450 ดอลลาร์สหรัฐ)

- ไม่เกิน 30 ก.ก. คิดเป็น 4 หน่วย (600 ดอลลาร์สหรัฐ)

- ไม่เกิน 40 ก.ก. คิดเป็น 5 หน่วย (750 ดอลลาร์สหรัฐ)


หมายเหตุ 

หากการเดินทางของท่านใช้สายการบินมากกว่าหนึ่งสายการบิน โปรดตรวจสอบกฎเรื่องสัมภาระของแต่ละสายการบินให้เรียบร้อย ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบรหัสร่วม (Code Share)นั้นกฎเรื่องสัมภาระจะใช้ของสายการบินซึ่งเป็นผู้บินจริง นั่นหมายความว่าในบางกรณีกฎเรื่องสัมภาระที่ใช้ในการเดินทางของท่านอาจเป็นกฎของสายการบินซึ่งเป็นคู่สัญญากับการบินไทย ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซท์ของสายการบินซึ่งเป็นคู่สัญญาดังต่อไปนี้
สายการบินออลนิปปอน (All Nippon Airways)
สายการบินลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa Airline)
สายการบินบรัสเซลส์ (Brussel Airline)
สายการบินไทยสมายล์ (Thai Smile Airways)

การเดินทางแบบใช้หลายสายการบิน

ข้อมูลทั่วไป

สิทธิ์น้ำหนักสัมภาระและค่าบริการสัมภาระส่วนเกินต่อไปนี้ใช้กับสัมภาระที่รับฝากจากจุดที่เริ่มออกเดินทางไปจนถึงที่หายปลายทางโดยไม่มีสต็อปโอเวอร์ ณ จุดใดจุดหนึ่งระหว่างการเดินทาง หากผู้โดยสารมีสต็อปโอเวอร์ที่จุดใดระหว่างทางจะต้องมีการประเมินสิทธิ์น้ำหนักสัมภาระใหม่และชำระค่าสัมภาระ (ถ้ามี) โดยนับตั้งแต่จุดที่เริ่มเดินทางต่อหลังจากสต็อปโอเวอร์เป็นต้นไป

หากท่านเดินทางโดยมีสัมภาระน้ำหนักเกินหรือจำนวนชิ้นเกินกว่าที่อนุญาต ท่านจะต้องชำระค่าบริการสัมภาระส่วนเกินด้วย การบินไทยมีการคิดค่าบริการดังกล่าวในอัตราที่ไม่เท่ากันตามสัมภาระที่ท่านฝากเข้าใต้เครื่องเมื่อเดินทางกับการบินไทย หากในการเดินทางของท่านและ/หรือช่วงของการเดินทางที่มีการฝากสัมภาระของท่านมีการใช้บริการของสายการบินมากกว่าหนึ่งสาย กฎเรื่องสัมภาระที่ใช้อาจเป็นของอีกสายการบินหนึ่งนั้นได้

- การเลือกใช้กฎเรื่องสัมภาระในการเดินทางแบบใช้หลายสายการบิน
มติที่ 302 ของ IATA ในเรื่องสัมภาระสามารถใช้บังคับกับสายการบินที่เป็นสมาชิก IATA (รวมถึงการบินไทย) มตินี้เป็นการกำหนดว่าจะใช้กฎเรื่องสัมภาระของสายการบินใดในกรณีที่การเดินทางของท่านและ/หรือช่วงของการเดินทางที่มีการฝากสัมภาระของท่านมีการใช้บริการของสายการบินสองสายหรือมากกว่านั้น (บทบัญญัติเรื่องสัมภาระในการเดินทางแบบใช้หลายสายการบิน) การบังคับใช้มติที่ 302 ของ IATA นั้นจะแบ่งตามแทรฟฟิคคอนเฟอเรนซ์แอเรียต่างๆดังนี้

IATA แบ่งพื้นที่โลกเป็นสามพื้นที่หลักเพื่อความสะดวกในการปรับค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและค่าบริการอื่นๆ ได้แก่ แอเรียที่ 1 แอเรียที่ 2 และแอเรียที่ 3 การแบ่งแอเรียนี้ใช้เพื่อการตีความกฎค่าบริการและการคำนวณค่าโดยสารทางอาการระหว่างประเทศ บางครั้งสายการบินจะเรียกแอเรียเหล่านี้ว่าทีซี (แทรฟฟิคคอนเฟอเรนซ์) เช่น ทีซี 1 (หมายถึงแอเรียที่ 1) ทีซี 2 (หมายถึงแอเรียที่ 2) และ ทีซี 3 (หมายถึงแอเรียที่ 3)

ในแต่ละแอเรียจะมีซับแอเรียหรือภูมิภาคแยกย่อยซึ่งในบริบทของ IATA นั้นอาจจะมีความหมายแตกต่างจากบริบททางภูมิศาสตร์ปกติ
แอเรีย 1 คือ โลกตะวันตกทั้งหมด
แอเรีย 2 คือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา
แอเรีย 3 คือ เอเชียทั้งหมดและเกาะใกล้เคียง (ยกเว้นเกาะที่อยู่ในทีซี 2 แล้ว) ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และเกาะใกล้เคียง ตลอดจนหมู่เกาะแปซิฟิก (ยกเว้นเกาะที่อยู่ในทีซี 1 แล้ว)

การพิจารณาเลือกกฎเรื่องสัมภาระของสายการบิน
1. สำหรับการเดินทางระหว่างแทรฟฟิคคอนเฟอเรนซ์แอเรียสองแอเรียหรือมากกว่า สายการบินที่ทำการบินในช่วงแรกที่ข้ามจากแอเรียหนึ่งสู่อีกแอเรียหนึ่งเป็นผู้กำหนดกฎเรื่องสัมภาระ
2. สำหรับการเดินทางระหว่างแทรฟฟิคคอนเฟอเรนซ์ซับแอเรีย สายการบินที่ทำการบินในช่วงแรกที่ข้ามจากซับแอเรียหนึ่งสู่อีกซับแอเรียหนึ่งเป็นผู้กำหนดกฎเรื่องสัมภาระ
3. สำหรับการเดินทางภายในแทรฟฟิคคอนเฟอเรนซ์ซับแอเรียใดๆ สายการบินที่ทำการบินในช่วงแรกที่ข้ามระหว่างประเทศเป็นผู้กำหนดกฎเรื่องสัมภาระ
4. สำหรับการเดินทางภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง สายการบินที่ทำการบินในช่วงแรกเป็นผู้กำหนดกฎเรื่องสัมภาระ

 

หมายเหตุ

หากการเดินทางของท่านมีการใช้เที่ยวบินแบบโค๊ดแชร์ กฎเรื่องสัมภาระจะใช้ของสายการบินซึ่งเป็นผู้บินจริง

การเดินทางไปยัง/มาจากสหรัฐอเมริกา
โดยทั่วไปแล้วสำหรับผู้โดยสารซึ่งบัตรโดยสารระบุจุดเริ่มออกเดินทางหรือจุดหมายปลายทางเป็นสหรัฐอเมริกาและ/หรือเขตปกครองของสหรัฐอเมริกาจะใช้กฎเรื่องสัมภาระซึ่งได้เลือกไว้แต่แรกตลอดทั้งการเดินทางแม้ว่าจะมีสต็อปโอเวอร์ก็ตาม

หากมีการใช้กฎเรื่องสัมภาระของการบินไทยในการเดินทางของท่านไปยังสหรัฐอเมริกา/เขตปกครองของสหรัฐอเมริกา สำหรับเที่ยวบินกลับของท่านก็จะใช้กฎเดียวกันนี้แม้ว่าท่านมีสต็อปโอเวอร์ระหว่างทางก็ตาม

ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบโค๊ดแชร์ซึ่งมีจุดแวะในสหรัฐอเมริกา/เขตปกครองของสหรัฐอเมริกานั้นกฎเรื่องสัมภาระจะใช้ของสายการบินซึ่งเป็นผู้ทำการตลาด

หากในการเดินทางของท่านมีการใช้บริการของหลายสายการบิน โปรดทราบว่ากฎเรื่องสัมภาระของแต่ละสายการบินนั้นอาจไม่เหมือนกัน กฎเรื่องสัมภาระที่ใช้กับการเดินทางของท่านอาจเป็นของสายการบินที่เป็นพาร์ทเนอร์ของเรา ในบางกรณีสายการบินเหล่านั้นอาจเลือกใช้กฎเรื่องสัมภาระของตนแม้ว่าจะมีกฎของโค๊ดแชร์และกฎของการเดินทางทั้งขาออกและขาเข้าแล้วก็ตาม ท่านอาจถูกคิดค่าธรรมเนียมสัมภาระฝากใต้เครื่องหากการเดินทางของท่านเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา/เขตปกครองของสหรัฐอเมริกา โปรดติดต่อตัวแทนออกบัตรโดยสาร/จองบัตรโดยสารและ/หรืออ่านนโยบายเรื่องการอนุญาตสัมภาระและค่าธรรมเนียมสัมภาระทางเว็บไซท์ของผู้ให้บริการดังกล่าวนั้น

นโยบายสัมภาระของสายการบินพาร์ทเนอร์

 

หมายเหตุ
1. โปรดแจ้งการบินไทยหากลิงค์ใดในหน้าลิงค์ไปยังหน้านโยบายเรื่องสัมภาระของสายการบินที่เป็นพาร์ทเนอร์นี้ใช้การไม่ได้
2. สำหรับสายการบินที่ไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อนี้ โปรดติดต่อสอบถามกับทางสายการบินนั้นๆโดยตรง

 

สัมภาระที่มีข้อจำกัด

กระเป๋าสัมภาระอัจฉริยะ

กระเป๋าสัมภาระที่มีส่วนควบหรือติดตั้งอุปกรณ์อาทิ ลิเธียมแบตเตอรี่ มอเตอร์ เพาเวอร์แบงค์ จีพีเอส จีเอสเอ็มบลูทูธอาร์เอฟไอดี หรือ ไวไฟ ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความปลอดภัยว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบต่าง ๆ ของอากาศยานจากการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

 

ผู้โดยสารที่มีกระเป๋าซึ่งติดตั้งแบตเตอรี่จะต้องถือกระเป๋าขึ้นเครื่องด้วย โดยแบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่ภายในกระเป๋าจะต้องถูกถอดออกก่อนทำการตรวจรับบัตรโดยสาร เพื่อหยุดการทำงานของอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ที่ติดตั้งอยู่ภายในกระเป๋า ทั้งนี้ผู้โดยสารแต่ละท่านสามารถถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้หนึ่งชิ้น ความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร (22 นิ้ว) ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร (18 นิ้ว) และความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ซึ่งขนาดนี้รวมล้อ มือจับและกระเป๋าด้านข้างแล้ว สัมภาระที่ถือขึ้นเครื่องจะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม (15 ปอนด์)โดยกระเป๋าสัมภาระที่มีขนาดและน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดไว้จะต้องฝากเข้าใต้เครื่องเป็นสัมภาระลงทะเบียน

 

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธรับกระเป๋าสัมภาระที่มีขนาด หรือน้ำหนักเกินกว่าตามที่ระบุไว้ข้างต้น เป็นสัมภาระลงทะเบียน (Checked Baggage) หากแบตเตอรี่ลิเธียมที่ติดตั้งอยู่กับตัวกระเป๋าสัมภาระนั้นไม่สามารถถอดแยกออกจากกระเป๋าสัมภาระได้

วัตถุอันตราย

เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกท่าน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำพาสิ่งของที่เป็นวัตถุอันตรายบนทุกเที่ยวบินของการบินไทย ไม่ว่าจะบรรจุในสัมภาระชนิดต่าง ๆ หรือ พกติดตัว ซึ่งวัตถุอันตรายนั้นหมายถึง วัตถุหรือสารซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และ ทรัพย์สิน หรือสภาพแวดล้อม โดยแบ่งได้ 9 ประเภทดังนี้

  • วัตถุระเบิด
  • ก๊าซ
  • ของเหลวไวไฟ
  • ของแข็งไวไฟ
  • สารออกซิไดส์ และ ออร์แกนิคเปอร์ออกไซด์
  • สารพิษและสารติดเชื้อ
  • วัตถุกัมมันตรังสี
  • สารกัดกร่อน
  • วัตถุหรือสารอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายขณะการขนส่งทางอากาศ รวมถึงสารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
รายการสิ่งของที่การบินไทยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำติดตัวหรือใส่ไว้ในสัมภาระ
1. กระเป๋าสัมภาระที่มีแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม เป็นอุปกรณ์ส่วนควบ มีปริมาณสารลิเธียมเกิน 0.3 กรัม สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมเมทัล หรือมีกำลังไฟเกิน 2.7 วัตต์-ชั่วโมง และแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถถอดแยกออกจากตัวกระเป๋าได้
2. สารเคมีต่าง ๆ ทั้งชนิดผง หรือ ของเหลว สำหรับใช้งานส่วนตัวหรือเพื่อการค้า ยกเว้นแต่ที่ระบุในตารางรายการสิ่งของที่การบินไทยอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวหรือใส่ไว้ในสัมภาระได้
3. แบตเตอรี่ที่ชำรุด หรือถูกเรียกคืนจากผู้ผลิตเนื่องจากสินค้ามีปัญหาด้านความปลอดภัย รวมถึงที่บรรจุอยู่ในอุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์ เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์พกพาที่สินค้ามีปัญหาด้านความปลอดภัย
4. อุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น สเปรย์พริกไทย แก๊สน้ำตา หรือ สารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่าง ๆ
5. อาวุธช๊อตไฟฟ้าชนิดต่างๆ เช่น ปืนไฟฟ้า กระบองไฟฟ้า รวมถึงไม้ช๊อตยุงไฟฟ้า
6. ดอกไม้ไฟ พลุ ไฟเย็น
7. ถังออกซิเจน หรือ ถังอัดอากาศ หรือ ออกซิเจนเหลว ทุกประเภทสำหรับใช้กับผู้ป่วย ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องในทุกรณี หากผู้โดยสารมีความจำเป็นต้องใช้งาน การบินไทยมีอุปกรณ์ดังกล่าวให้บริการ โปรดติดต่อสำนักงานขายเพื่อแจ้งความประสงค์
หมายเหตุ ถังอากาศสำหรับดำน้ำไม่รวมอยู่ในข้อห้ามนี้
8. อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่นกล่องเงินสด ถุงเงินสด ที่มีส่วนประกอบเป็นแบตเตอรี่ลิเธียม หรือ เชื้อปะทุต่าง ๆ
9. ยานพาหนะส่วนบุคคล หรือ สเก็ตไฟฟ้า สเก็ตบอร์ดไฟฟ้า หรือยานพาหนะขนาดเล็กอื่น ๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียง ใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ลิเธียม รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ซึ่งไม่ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่
10. ไม้ขีดไฟที่สามารถจุดติดได้ทุกที่ (“Strike anywhere” matches) ไฟแช็กที่ให้เปลวเพลิงสีฟ้า ไฟแช็กสำหรับซิการ์ ไฟแช็กที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมและไม่มีฝาครอบป้องกันการทำงานเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่างไรก็ตามมีสิ่งของบางชนิดที่การบินไทยอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวหรือใส่ไว้ในสัมภาระของท่านได้ตามรายการที่ปรากฏในตารางข้างล่างนี้

หมายเหตุ:

  • ข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามกฎหมายของแต่ละประเทศ หรือ กฎระเบียบของแต่ละสนามบิน
  • “ต้องขออนุญาต” หมายถึงผู้โดยสารจำเป็นต้องแจ้งกับการบินไทยล่วงหน้าเพื่อแสดงความประสงค์และขออนุญาตในการนำพาวัตถุดังกล่าวไปบนเที่ยวบิน
รายการสิ่งของที่การบินไทยอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวหรือใส่ไว้ในสัมภาระได้ สัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง สัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาตจากสายการบิน
1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • - มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ ระหว่าง 24% ถึง 70% (หากต่ำกว่า 24% ไม่ถือว่าเป็นวัตถุอันตราย และหากเกิน 70 % ไม่อนุญาตในทุกกรณี)
  • - ในบรรจุภัณฑ์ขายปลีกขนาดไม่เกิน 5 ลิตร
  • - สามารถนำไปได้รวมทั้งหมดไม่เกิน 5 ลิตร ต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน
  • - ทั้งนี้ต้องไม่เกินข้อจำกัดของศุลกากรแต่ละประเทศ
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
2. เครื่องกระสุน หรือ แมกกาซีนบรรจุกระสุน สำหรับใช้ในการกีฬา
  • - จัดเก็บในภาชนะบรรจุหรือหีบห่ออย่างปลอดภัย
  • - มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 5 กิโลกรัมต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน
  • - ไม่สามารถรวมน้ำหนักกับผู้โดยสารท่านอื่นได้
  • - ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานในกรณีที่เริ่มเดินทางจากท่าอากาศยานในประเทศไทยตามประกาศสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการอนุญาตให้คนโดยสารพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืนไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2561 https://bit.ly/2SbO65s
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
3. ถุงลมนิรภัยที่บรรจุอยู่ในวัตถุต่าง ๆ อาทิเช่นในกระเป๋าเป้กู้ภัย (Avalanche rescue backpack),
  • - นำไปได้ 1 ชิ้นต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน
  • - ถุงลมเหล่านี้ต้องบรรจุก๊าซที่ไม่ติดไฟ ไม่เป็นพิษ
  • - อาจมีตัวจุดระเบิดและเชื้อปะทุตาม Division 1.4 S มีน้ำหนักไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
  • - วัตถุที่บรรจุถุงลมนิรภัยจะต้องจัดเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้ถุงลมทำงาน
  • - ต้องมีวาล์วเพื่อปล่อยความดันอากาศที่เกิดขึ้นติดตั้งอยู่ด้วย
  • - ต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนเดินทางมาที่สนามบิน (อย่างน้อย 7 วันทำการ)
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
4. กระเป๋าสัมภาระที่มีแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม เป็นอุปกรณ์ส่วนควบ
  • - ถอดแยกแบตเตอรี่ออกจากตัวกระเป๋าไม่ได้ แต่มีปริมาณสาร ลิเธียมไม่เกิน 0.3 กรัม สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมเมทัล และมีกำลังไฟไม่เกิน 2.7 วัตต์ชั่วโมง
  • - แบตเตอรี่ถอดแยกออกจากตัวกระเป๋าได้ หากมีความประสงค์จะฝากกระเป๋าสัมภาระนั้นไว้ใต้ท้องเครื่องจะต้องถอดแบตเตอรี่แยกออกจากตัวกระเป๋าก่อนที่จะทำการเช็คอิน โดยแบตเตอรี่ที่ถอดออกต้องนำติดตัวไว้ภายในห้องโดยสาร โดยอ้างอิงตามปริมาณของแบตเตอรี่ตามที่ระบุไว้ในข้อ 5. ด้านล่าง
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
5. แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมเมทัล หรือลิเธียมไอออน

สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์พกพา หรือ สำหรับใช้เป็นแบตเตอรี่สำรอง หรืออุปกรณ์อื่นใดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พลังงานไฟฟ้ากับอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์หรือเป็นแบตเตอรี่แบบถอดออกจากอุปกรณ์ได้

  • - มีกำลังไฟไม่เกิน 100 วัตต์ชั่วโมง (20,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง) สำหรับแบตเตอรี่แบบลิเธียมเมทัลต้องมีปริมาณสารลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม
  • - ตัวแบตเตอรี่ต้องจัดเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการลัดวงจร
  • - ผู้โดยสารสามารถนำแบตเตอรี่สำรองไปได้ไม่เกินท่านละ 20 ชิ้น
*หมายเหตุ:
  • 1) ปริมาณรวมของแบตเตอรี่สำรองที่มีกำลังไฟต่ำกว่า 20,000 mAh (ข้อ 5.) กับแบตเตอรี่สำรองที่มีกำลังไฟ ระหว่าง 20,000 mAh – 32,000 mAh (ข้อ 21.) จะต้องไม่เกิน 20 ชิ้น
  • 2) แบตเตอรี่สำรอง ที่ให้กำลังไฟเกิน 100 แต่ไม่เกิน 160 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 – 32,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง) โปรดอ้างอิงจากข้อ 21. ด้านล่าง
ไม่อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง* ไม่ต้องขออนุญาต
6. เตาแคมปิ้ง รวมถึงภาชนะบรรจุเชื้อเพลิงที่มีเชื้อเพลิงเหลวติดไฟบรรจุอยู่

จะต้องกำจัดเชื้อเพลิงที่อยู่ในถังออกให้หมด

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
7. อุปกรณ์ตรวจจับสารเคมี
  • - อนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่จากองค์การที่เกี่ยวข้องกับการห้ามใช้อาวุธเคมีเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
  • - ต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนเดินทางมาที่สนามบิน (อย่างน้อย 7 วันทำการ)
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
8. น้ำแข็งแห้ง (คาร์บอนไดออกไซด์ชนิดแข็ง)
  • - not exceeding 2.5 kg per person - น้ำแข็งแห้งต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 2.5 กิโลกรัมต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน
  • - หีบห่อบรรจุจะต้องให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระเหิดออกได้
  • - ใช้เพื่อให้ความเย็นกับสิ่งของที่ไม่เป็นวัตถุอันตรายเท่านั้น
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
9. บุหรี่ไฟฟ้า

รวมถึงซิการ์ไฟฟ้า ไปป์ไฟฟ้า หรือเครื่องสูดไอระเหยส่วนบุคคลแบบไฟฟ้า ที่บรรจุแบตเตอรี่ลิเธียมอยู่ภายใน และต้องบรรจุอยู่ในหีบห่อหรือกล่อง เพื่อป้องกันการเปิดใช้งานโดยมิได้ตั้งใจ

สำหรับใช้งานส่วนบุคคลระหว่างเดินทางเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้งานหรือชาร์จ ตลอดเที่ยวบิน

* หมายเหตุ:
  • - บุหรี่ไฟฟ้าหรือเครื่องสูดไอระเหยที่มีลักษณะใกล้เคียง ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าในราชอาณาจักรไทย (กฎหมายศุลกากร) https://bit.ly/2SeheJU
  • - จำนวนที่ผู้โดยสารจะนำไปได้ต้องรวมกับอุปกรณ์ PED อื่น ๆ แล้วไม่เกิน 15 ชิ้น
ไม่อนุญาตใน
สัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง
อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง*
*See Note
ไม่ต้องขออนุญาต
10. เซลล์เชื้อเพลิง

สำหรับให้พลังงานแก่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบพกพา เช่นกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์พกพา

ไม่อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตใน
สัมภาระถือขึ้นเครื่อง
ไม่ต้องขออนุญาต
11. เซลล์เชื้อเพลิงสำรอง

สำหรับให้พลังงานแก่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบพกพา

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
12. กระบอกอัดก๊าซขนาดเล็กที่มีความจุของกระบอกไม่เกิน 50 มิลลิลิตร
  • - บรรจุก๊าซแบบไม่ติดไฟ เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซที่ไม่ติดไฟชนิดอื่น ๆ และไม่เป็นก๊าซพิษ
  • - อาจบรรจุในเสื้อชูชีพชนิดพองลมได้เอง
  • - อนุญาตให้นำไปได้ท่านละ 2 กระบอกที่ติดรวมอยู่กับอุปกรณ์ และ 2 กระบอกสำหรับสำรอง
  • - รวมทั้งสิ้นท่านละ 4 กระบอก
  • - อนุญาตให้นำอุปกรณ์ชนิดนี้ไปได้ท่านละไม่เกิน 1 ชิ้น
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
13. กระบอกลูกสูบแบบอัดก๊าซ สำหรับใช้กับอวัยวะเทียม เช่น แขนและขาเทียม
  • - ภายในบรรจุก๊าซไม่ติดไฟ และ ไม่เป็นพิษ
  • - ทั้งนี้กระบอกสำรองให้พิจารณาขนาดตามความเหมาะสม และให้เพียงพอต่อการใช้งานระหว่างเดินทาง
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
14. อุปกรณ์ดัดผมที่ใช้ความร้อนจากก๊าซประเภทไฮโดรคาร์บอน
  • - อนุญาตให้นำไปได้ท่านละ1 ชิ้น
  • - จะต้องมีฝาครอบตัวทำความร้อนอยู่ด้วย
  • - จะต้องมีฝาครอบตัวทำความร้อนอยู่ด้วย
  • - จะต้องมีฝาครอบตัวทำความร้อนอยู่ด้วย
  • - ไม่อนุญาตให้ใช้งานตลอดเที่ยวบิน ส่วน
  • - ก๊าซสำหรับเติมไม่อนุญาตให้นำไปด้วยในทุกกรณี
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
15. อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนสูง

เช่นไฟฉายใต้น้ำ หรือหัวแร้งบัดกรี ต้องจัดเก็บในกล่องและแยกบรรจุแหล่งพลังงานเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานโดยมิได้ตั้งใจ

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
16. ภาชนะหุ้มฉนวน ที่บรรจุสารให้ความเย็นยิ่งยวด เช่น ไนโตรเจนเหลว
  • - ต้องมีวัสดุซึมซับเฉพาะเพื่อป้องกันการรั่วไหลออกจากภาชนะบรรจุ
  • - ใช้เพื่อให้ความเย็นกับวัตถุอื่น ๆ ที่มิใช่วัตถุอันตราย
อนุญาตใน
สัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง
อนุญาตใน
สัมภาระถือขึ้นเครื่อง
ไม่ต้องขออนุญาต
17. เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ เครื่องยนต์ใช้เซลล์เชื้อเพลิง
  • - เครื่องยนต์ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IATA DGR Special Provisions: A70
  • - ต้องไม่มีเชื้อเพลิงตกค้างภายในเครื่องยนต์
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
18. อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่บรรจุแบตเตอรี่ลิเธียมอยู่ภายใน

เช่นเครื่องตรวจโลหะแบบพกพา

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
19. อุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์แบบพกพา ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมเมทัล หรือ ลิเธียมไอออน

ป็นแหล่งพลังงาน อาทิเช่น กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์เคลื่อนที่ แทบเลต คอมพิวเตอร์พกพา รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดพกพาเช่นเครื่อง Portable Oxygen Concentrators (POC) ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงาน FAA เพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่เพื่อการค้า โดย

  • - ลิเธียมเมทัลแบตเตอรี่จะต้องมีปริมาณสารลิเธียมเมทัลไม่เกิน 2 กรัม หรือ ลิเธียมไอออนแบตเตอรี่จะต้องให้กำลังไฟไม่เกิน 100 วัตต์ชั่วโมง (20,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง)
  • - จะต้องปิดอุปกรณ์ดังกล่าว ให้แน่ใจว่าจะไม่ทำงานเองระหว่างเที่ยวบินและต้องป้องกันความเสียหายอันเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ด้วยหากเก็บอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง
  • - ผู้โดยสารสามารถนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา (PED) ไปได้ไม่เกินท่านละ 15 ชิ้น
  • - กระเป๋าสัมภาระที่มีแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม เป็นอุปกรณ์ส่วนควบ ดูรายละเอียดตามข้อ 4. ด้านบน
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
20. อุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์แบบพกพา รวมถึงเครื่องมือทางการแพทย์แบบพกพา ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมเมทัล หรือ ลิเธียมไอออนเป็นแหล่งพลังงาน
  • - แบตเตอรี่ดังกล่าวให้กำลังไฟระหว่าง 100 – 160 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 – 32,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง) หรือ
  • - แบตเตอรี่มีปริมาณสารลิเธียมเมทัลอยู่ระหว่าง 2 ถึง 8 กรัม ซึ่งอนุญาตเฉพาะเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างการเดินทางเท่านั้น
  • - หากเก็บอุปกรณ์ดังกล่าว ไว้ในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง จะต้องปิดอุปกรณ์ดังกล่าว โดยต้องให้แน่ใจว่าจะไม่ทำงานเองระหว่างเที่ยวบิน และต้องป้องกันความเสียหายอันเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ด้วย
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
21. แบตเตอรี่สำรอง ที่ให้กำลังไฟเกิน 100 แต่ไม่เกิน 160 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 – 32,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง)
  • - A lithium metal content not exceeding 8 g for PMED only.
  • - Maximum of two (2) spare batteries in carry-on baggage.
  • - สำหรับให้พลังงานแก่อุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์ส่วนบุคคล และเครื่องมือทางการแพทย์แบบพกพา
  • - แบตเตอรี่มีปริมาณสารลิเธียมเมทัลอยู่ระหว่าง 2 ถึง 8 กรัม ซึ่งอนุญาตเฉพาะเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างการเดินทางเท่านั้น
  • - สามารถนำไปได้ท่านละไม่เกิน 2 ก้อน
  • - ต้องป้องกันการลัดลงจรด้วย*หมายเหตุ: ปริมาณรวมของแบตเตอรี่สำรองที่มีกำลังไฟต่ำกว่า 20,000 mAh (ข้อ 5.) กับแบตเตอรี่สำรองที่มีกำลังไฟ ระหว่าง 20,000 mAh – 32,000 mAh (ข้อ 21.) จะต้องไม่เกิน 20 ชิ้น
ไม่อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง* ต้องขออนุญาต
22. ไม้ขีดไฟแบบแผง หรือไฟแช็คขนาดเล็ก
  • - ใช้เชื้อเพลิงแบบก๊าซเหลว
  • - intended for use by an individual
  • - สำหรับใช้งานระหว่างการเดินทาง
  • - อนุญาตให้พกติดตัว 1 ชิ้น เท่านั้น
  • - และเชื้อเพลิงสำหรับเติม ไม่อนุญาตในทุกกรณี
* หมายเหตุ:
  • - ไม้ขีดไฟที่สามารถจุดติดได้ทุกที่ (“Strike anywhere” matches) ไฟแช็คที่ให้เปลวเพลิงสีฟ้า ไฟแช็คสำหรับซิการ์ ไฟแช็กที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมและไม่มีฝาครอบป้องกัน การทำงานเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • - โปรดตรวจสอบข้อกำหนดของสนามบินและประเทศต่างๆอีกครั้ง
ให้พกติดตัวเท่านั้น ให้พกติดตัวเท่านั้น ไม่ต้องขออนุญาต
23. อุปกรณ์ช่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่เช่นวิลแชร์ ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ชนิดเปียกที่ป้องกันการรั่วไหล

อนุญาตให้นำไปได้ โดยแนะนำให้ตัดวงจร หรือ ปลดขั้วแบตเตอรี่พร้อมทั้งห่อหุ้มขั้วแบตเตอรี่ให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการลัดวงจร แบตเตอรี่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IATA DGR Special provision: A123 หรือ A199

  • - รวมถึงแบตเตอรี่ประเภท AGM, absorbed glass mat, gel battery, gel cell, sealed lead-acid (SLS), dry and dry cell
  • - ของเหลวที่อยู่ในแบตเตอรี่จะต้องไม่รั่วซึมเมื่อแบตเตอรี่แตกหักเสียหาย
  • - แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือนและการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ
* หมายเหตุ:

ตัวอย่างของแบตเตอรี่ต้องเป็นตามมาตรฐาน IATA DGR Special provision: A123 หรือ A199 เช่น แบตเตอรี่อัลคาไลน์แมงกานีส หรือ แบตเตอรี่ซิงก์-คาร์บอน หรือ แบตเตอรี่นิกเกิล-แคดเมียม หรือ แบตเตอรี่นิกเกิล-เมทัลไฮดรายด์

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตใน สัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต
24. อุปกรณ์ช่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่เช่นวิลแชร์ ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ชนิดเปียกที่ไม่ป้องกันการรั่วไหล หรือลิเธียมแบตเตอรี่

อนุญาตให้นำไปได้ และในบางกรณีอาจต้องแยกตัวแบตเตอรี่ ไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงพร้อมทั้งใส่วัสดุซึมซับเฉพาะสำหรับสารกัดกร่อนที่อาจรั่วไหลออกมา ส่วนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมจะต้องผ่านการทดสอบตามาตรฐาน UN Manual of Tests and Criteria, Part III, subsection 38.3

* หมายเหตุ:

ตัวอย่างของแบตเตอรี่ชนิดเปียกที่ไม่ป้องกันการรั่วไหลคือแบตเตอรี่ชนิดที่มีฝาเปิดด้านบนเพื่อเติมน้ำกรด (สารกัดกร่อน) เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีในการสร้างกระแสไฟฟ้า

ในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง Carry-on Baggage ต้องขออนุญาต
25. ยาหรือเครื่องสำอาง ที่ไม่มีสารกัมมันตรังสี รวมถึงสเปรย์ต่าง ๆ

เช่นสเปรย์แต่งผม น้ำหอม โคโลจน์ และ ยาที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
26. เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ

อุปกรณ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานตาม IATA DGR Special Provisions: A41

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
27. อุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์แบบพกพา ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดเปียกที่ป้องกันการรั่วไหลเป็นแหล่งพลังงาน
  • - แบตเตอรี่ต้องต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IATA DGR Special provision: A67 มีกำลังไฟไม่เกิน 12 โวลต์ หรือต่ำกว่า 100 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง)
  • - อนุญาตให้นำไปได้พร้อมแบตเตอรี่สำรองไม่เกิน 2 ก้อน
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
28. พาวเวอร์แบงก์ หรือ อุปกรณ์สำรองไฟ
  • - ให้กำลังไฟต่ำกว่าหรือเท่ากับ 100 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง) อนุญาตให้ท่านละไม่เกิน 20 ชิ้น
  • - ให้กำลังไฟเกิน 100 แต่ไม่เกิน 160 วัตต์ต่อชั่วโมง (20,000 - 32,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง) อนุญาตให้ท่านละไม่เกิน 2 ชิ้น และต้องขออนุญาตจากการบินไทยก่อน*
  • - เพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่เพื่อการค้า
ไม่อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง*/** ไม่ต้องขออนุญาต
29. เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • - ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม
  • - ฝังอยู่ภายในร่างกายหรือพกติดตัว
ให้พกติดตัวเท่านั้น ให้พกติดตัวเท่านั้น ไม่ต้องขออนุญาต
30. ตัวอย่างทางชีวภาพ

เช่นเนื้อเยื่อ เลือด ที่ไม่ติดเชื้อ บรรจุในของเหลวไวไฟจำนวนเล็กน้อย ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IATA DGR Special provision: A180

อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
31. เครื่องวัดอุณหภูมิ เทอร์โมมิเตอร์ ขนาดเล็ก หรือปรอทวัดไข้ที่ใช้ทางการแพทย์
  • - อนุญาตให้นำไปได้ท่านละ 1 ชิ้นสำหรับใช้งานส่วนบุคคล
  • - ต้องบรรจุในกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการแตกหัก
อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง ไม่อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ไม่ต้องขออนุญาต
32. เครื่องวัดอุณหภูมิ เทอร์โมมิเตอร์ ขนาดใหญ่ หรือเครื่องวัดความดันอากาศ ที่บรรจุปรอทไว้ภายใน

ต้องบรรจุในกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการแตกหัก อนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา หรือหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะงานใกล้เคีย

ไม่อนุญาตในสัมภาระฝากใต้ท้องเครื่อง อนุญาตในสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ต้องขออนุญาต